trimurati's profileWelcome to trimoorati's ...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    24 January

    ลักษณะของสัตว์นรก แบ่งตามกรรมที่ปฏิบัติได้ดังนี้คือ

     

    1.ยักษ์ อสุรกาย
    เป็นผู้ขาดศีล 5 ข้อที่ 1 คือ ปานาติปาตาเวรมณี พระพุทธศาสนาบรรยายคุณลักษณะของยักษ์ไว้ว่า ร่างกายกำยำ มีอาวุธประจำกาย เป็นผู้มักโกรธ ตาแดงเนืองนิจ ผู้มีคุณสมบัติดังกล่าวคือผู้ขาดศีลข้อที่ 1 เป็นผู้มักเบียดเบียนผู้อื่น


    2.
    เปรต

    ได้แก่ ผู้ขาดศีล 5 ข้อที่ 2 คือชอบเอาสิ่งของของผู้อื่นที่เจ้าของเขาไม่ให้ พระพุทธศาสนาบรรยายคุณลักษณะของเปรตไว้ว่า เป็นผู้เห็นแก่กินเป็นใหญ่ มีแขนขายาว ตัวสูง ผอม บางรายจะมีปากเล็กเพราะอดอยาก


    3.
    เดรัจฉาน เป็นผู้ขาดศีล 5 ข้อที่ 3

    ลักษณะเดรัจฉาน คือผู้เป็นผู้ชอบมั่วในกามโดยไม่เลือกว่าเป็นลูกเมียของผู้อื่น ไม่รู้ว่าเป็นผู้สืบเชื้อสายเดียวกัน เป็นวงศาคณาญาติกัน ไม่เลือกเวลา สถานที่ ควบคุมอารมณ์ทางเพศไม่ได้


    4.
    ผี เป็นผู้ขาดศีล 5 ข้อที่ 4

    มีลักษณะเป็นผู้ชอบโกหกหลอกลวงผู้อื่น แม้สิ้นชีวิตไปแล้วก็จะคอยหลอกหลอนผู้อื่น


    5.
    สัตว์นรกชั้นต่ำ หมายถึงผู้ผิดศีล 5 ข้อที่ 5

    เป็นผู้ชอบดื่มของมึนเมาจนครองสติไม่อยู่ จึงทำให้ทำผิดศีลข้ออื่น

     

    ได้โดยง่าย เพราะขาดสติ และทำให้มีพฤติกรรมของสัตว์ทั้ง 4 ประเภทข้างต้น และซ้ำร้ายสามารถแสดงพฤติกรรมต่าง ๆโดยไร้สติ จึงถือเป็นพฤติกรรมของสัตว์นรก

    ศีล 5 กับการเปลี่ยนภพชาติ **

     



    การเปลี่ยนภพชาติตามหลักในพระพุทธศาสนา เปลี่ยนได้ 2 ลักษณะ คือ
    1.เปลี่ยนภพชาติขณะยังมีชีวิตอยู่

    2. เปลี่ยนภพชาติเมื่อสิ้นชีวิตแล้ว
    การเปลี่ยนภพชาติจะเปลี่ยนแปลงไปตามกรรม และเปลี่ยนไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่าจะหมดกรรม (หมดกิเลส หรือหมดกรรมกิเลส) หากเราสังเกตชีวิตของเราหรือคนรอบข้างอย่างมีสติ เราจะเห็นชัดเจนว่าการเปลี่ยนภพชาติเป็นไปตามกรรมที่เรากระทำ

    การส่งผลของกรรมจะส่งผลช้าหรือเร็วนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้ คือ

    1. ความหนักเบาของกรรม กรรมที่มีน้ำหนักมาก จะส่งผลเร็ว กรรมที่มีน้ำหนักน้อย จะส่งผลช้า (ความหนักเบาของกรรมขึ้นอยู่กับเจตนาหรือความตั้งใจกรรมนั้น ๆ)

    2. สิ่งแวดล้อม ที่คอยอุปถัมภ์ค้ำชูหรือคอยบั่นทอน เช่น มีพ่อแม่ ครูอาจารย์คอยปกป้องคุ้มครอง หรือมีมารมาผจญเร่งให้ผลกรรมส่งผลเร็วขึ้น
    3.
    ระยะเวลาในการส่งผล กล่าวคือเป็นไปตามโอกาส เช่น ช่องโหว่ระหว่างกรรมดีกับกรรมชั่ว โดยเป็นไปตามน้ำหนักหรือความรุนแรงของกรรมนั้น ๆ

    4. โลกอื่น ๆ หรือ สังคมอื่น ซึ่งมีอิทธิพลต่อโลก อื่น สังคมอื่น หรือคนอื่น ๆ


    ผลกรรมเนื่องจากการทุศีล ศีล 5

    ผิดศีล ข้อที่ 1


    อย่างหนัก ตกนรก

    เศษของบาป กลับมาเกิดจะเป็นคนพิการ อายุสั้น มีคู่อาฆาตจองเวร

    ถ้ารักษาศีลข้อนี้ได้ จะมีร่างกายสมส่วน มีกำลังมาก ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีกิริยาวาจาเรียบร้อย อ่อนโยน มีวาจาไพเราะ อายุยืน จะไม่ตายด้วยอุบัติเหตุ

     

    ผิดศีล ข้อที่ 2


    อย่างหนัก ตกนรก

    เศษของบาป เกิดเป็นคนจนฝืดเคือง สมบัติที่หามาได้ จะพินาศเสียหายเพราะภัยพิบัติต่าง ๆ

    ถ้ารักษาศีลข้อนี้ได้ จะมีทรัพย์สินมาก ทำมาหากินคล่อง สมบัติเกิดง่าย จะรักษา
    สมบัติที่หามาได้ก็จะรักษาและครอบครองไว้ได้ ไม่สูญหายจากภัยพิบัติต่าง ๆ จะไม่สูญเสียของรัก อยู่ที่ไหนก็มีความสุข

    ผิดศีล ข้อที่ 3


    อย่างหนัก ตกนรก

    เศษของบาป จะมีชีวิตอยู่ก็จะถูกดูถูกดูแคลน มีศัตรูรอบด้าน เกิดชาติต่อ ๆ ไป จะบกพร่องทางเพศ ตามกำลังกำที่ทำ เช่น เป็นกะเทย เป็นโสเภณี หรือเจ็บช้ำน้ำใจเพราะคู่ครอง

    ถ้ารักษาศีลข้อนี้ได้ จะไม่มีศัตรู เป็นที่รักของทุกคน ไม่ต้องเกิดเป็นหญิงอีก แต่ถ้าเกิดเป็นหญิงก็จะเป็นกุลสตรี เป็นผู้มีอำนาจมาก ครอบครัวอบอุ่นมีความสุข

     

    ผิดศีล ข้อที่ 4


    อย่างหนัก ตกนรก

    เศษของบาป พูดจาไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีใครเชื่อถือ ปากมีกลิ่นเหม็น จะถูกใส่ความเรื่อย ๆ ไป

    ♥☺ ถ้ารักษาศีลข้อนี้ได้ ต่อไปภายหน้าจะเป้นคนตัดสินใจเฉียบขาด ไม่พลาดพลั้งใน

    การพูด พูดจาคนจะเชื่อถือ กลิ่นปากจะหอม ฟันสวยเรียบสม่ำเสมอ ไม่พูดติดอ่าง ริมฝีปากสีแดง ผิวพรรณผ่องใส

    ผิดศีล ข้อที่ 5


    อย่างหนัก ตกนรก

    เศษของบาป เกิดในภพชาติต่อไปจะเป็นคนปัญญาอ่อน วิกลจริต

    ถ้ารักษาศีลข้อนี้ได้ จะเป็นคนมีสติปัญญาดี เฉียบแหลม ไม่วิกลจริต มี วาจาอ่อนหวานไพเราะมีบุคลิกดี

     

    ศีล 5 กับการเปลี่ยนภพชาติ

      ศีล 5 ปฏิบัติศีล 5 เพื่อละ เพื่อลด เพื่อเลิก..ไม่ฆ่า ไม่ลัก ไม่เจ้าชู้ ไม่โกหกและไม่ขี้เมา เพื่อให้เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์

     

    ความสำคัญของศีล 5..ทำให้คนเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์..เตรียมการเข้าสู่โลกที่มีแต่ความสงบสุข ทุกคนมีความเสมอภาค เท่าเทียมกัน โลกที่เต็มไปด้วยความไม่เบียดเบียนกันและกัน ..

    (
    เตรียมการเข้าสู่โลกพระศรีอาริย์เมตตรัย..โลกที่เต็มไปด้วยความเมตตา)



    ศีล 5 ได้แก่

    ปานาติปาตตาเวรมณี สิกขา ปะทังสมาทิยามิ
    ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท เว้นจากการฆ่าสัตว์


    อทินนาทานาเวรมณี สิกขา ปะทังสมาทิยามิ
    ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท เว้นจากการลักทรัพย์

    กาเมสุมิจฉาจาราเวรมณี สิกขา ปะทังสมาทิยามิ
    ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท เว้นจากการประพฤติผิดในกาม

    มุสาวาทาเวรมณี สิกขา ปะทังสมาทิยามิ
    ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท เว้นจากการพูดเท็จ

    สุราเมรยมัชฌปมาทัฏฐานาเวรมณี สิกขา ปะทังสมาทิยามิ
    ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท เว้นจากการดื่มของมึนเมาจนครองสติไม่ได้


    ศีล 5 กับความเป็นมนุษย์ มนุษย์ หมายถึงผู้มีใจสูง

    เพราะปฏิบัติตามหลักศีล 5 ได้บริบูรณ์ ผู้ที่ปฏิบัติตามศีล 5ได้ไม่ครบทุกข้อ เรียกว่า คน เพราะในแต่ละวันจะคิดดีคิดชั่ว ขึ้นสวรรค์ ลงนรก วันละหลายรอบ เดี๋ยวคิดดีเดี๋ยวคิดร้ายระคนปนกันไปไม่สิ้นสุด บางเวลาเกิดมีความเมตตาสงสารบางเวลาคิดฆ่า บางเวลาไม่ต้องการของของคนอื่น แต่บางวัน
    บางเวลากลับแอบเอาของคนอื่นมาเป็นของตนเอง ตามหลักพระพุทธศาสนาเชื่อว่าสัตว์ทุกชนิดสามารถพัฒนาให้เป็นมนุษย์ได้ และเมื่อใดเป็นมนุษย์ได้ ก็สามารถประกอบกรรมที่จะยกตนให้สูงกว่ามนุษย์ได้ เช่น

    เป็นเทวดา โดยปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของศีล 5 และปฏิบัติศีลเพิ่มอีก 2 ข้อ คือหิริโอตัปปะ

     

    เป็นพระพรหม โดยปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของศีล 5และปฏิบัติศีลเพิ่มอีก 4 ข้อ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

     

    เป็นพระอินทร์ โดยปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของศีล 5 และ

     

    ปฏิบัติศีลเพิ่มอีก 7 ข้อ คือ 1.ให้ทานตลอดชีพ 2.ไม่โกหกตลอดชีพ 3.ไม่พูดหยาบตลอดชีพ 4. เลี้ยงดูบิดามารดา

     

    ตลอดชีพ 5. 6. 7. เพราะคนเป็นสัตว์ที่ประเสริฐกว่าสัตว์อื่น ๆ จึงสามารถพัฒนาตนเป็นมนุษย์ได้ดีกว่า

    สัตว์อื่นเร็วกว่าสัตว์อื่น และสามารถเลื่อนภพชาติตนอยู่ในภพภูมิที่สูงขึ้นดีกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ

    ส่วนคนที่ไม่สามารถพัฒนาตนเป็นมนุษย์ได้ก็จะอยู่ในภพภูมิที่เรียกว่านรก หรือเรียกว่า สัตว์นรก

     

    บทเตือนสติตน

        

         หนทางการดำเนินชีวิตของคนเรา ล้วนตกอยู่ในโลกของความผูกพัน (รัก โลภ โกรธ หลง) อยู่กับสิ่งที่เป็นอนิจจัง ด้วยเหตุนี้ จึงไม่สามารถหลุดพ้นจากวังวนแห่งทะเลทุกข์ได้ ทำให้ชีวิตต้องตกอยู่ในความมืดมนอันธการสับสนและสูญเปล่าอย่างไร้ค่า

         ในยุคปัจจุบันถึงกำหนดกาลปกโปรดเผยแพร่หลักสัจธรรมเพื่อเป็นหนทางสู่ความหลุดพ้น ผู้ที่โชคดีจึงได้รับการถ่ายทอดหลักสัจธรรมรู้หนทางการหลุดพ้น จะละเลยไม่ได้ที่จะต้องเอาใจใส่ในการสร้างคุณงามความดี เสริมสร้างคุณธรรมบารมีและเป็นผู้ที่มีจิตสำนึกที่ดี อีกทั้งต้องหมั่นคอยสำรวจตรวจสอบและเตือนสติตนเองอยู่เสมอ

    ตราบใดที่มนุษย์ยังต้องอ่านหนังสือเพื่อแสวงหาความเข้าใจและแนวทางการดำเนินชีวิต บทเตือนสติตนเองคงจะให้ประโยชน์กับท่านได้ไม่มากก็น้อย


    พระโอวาทพระอาจารย์จี้กง

    1. รู้จักพอ เป็นโชคเป็นลาภ นำมาซึ่งความสุข
    ไม่รู้จักพอ เป็นคนโลภ นำมาซึ่งการเวียนว่าย

    2.
    รู้จักหยุดภายในให้สงบ เป็นความร่มเย็นของจิตใจ นำมาซึ่งนิพพาน
    ไม่รู้จักภายในให้สงบ เป็นคนวุ่นวาย นำมาซึ่งความเดือดร้อน

    3.
    รู้จักวาง เป็นผู้เจริญ นำมาซึ่งไร้พันธนาการ
    ไม่รู้จักวางเป็นคนยึด นำมาซึ่งความวุ่นวาย

    4.
    รู้จักใช้ปัญญาเป็นผู้รู้ตื่น นำมาซึ่งความเบิกบาน
    ไม่รู้จักใช้ปัญญา เป็นคนโง่เขลา นำมาซึ่งการวุ่นวาย

    5.
    รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น เป็นผู้เมตตา นำมาซึ่งความสุข
    ไม่รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น เป็นคนเห็นแก่ตัว นำมาซึ่งยากเข็ญ

    6.
    รู้จักอภัย เป็นผู้มีธรรม นำมาซึ่งความผาสุข
    ไม่รู้จักอภัย เป็นคนช่างจดช่างจำ นำมาซึ่งความโดดเดี่ยว

    7.
    รู้จักเมตตาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ นำมาซึ่งธรรม
    ไม่รู้จักเมตตาไร้ซึ่งธรรม นำมาซึ่งความเดือนร้อนวุ่นวาย

    8.
    รู้จักบำเพ็ญธรรม เป็นผู้น่าเลื่อมใส นำมาซึ่งการหลุดพ้น ไม่รู้จักบำเพ็ญธรรม เป็นคนน่าเวทนา นำมาซึ่งการเวียนว่าย

    9.

    รู้จักดีชั่วเป็นผู้กำลังบำเพ็ญ นำมาซึ่งการเจริญรอยตามพุทธะ
    ไม่รู้จักดีชั่ว เป็นผู้มืดมน นำมาซึ่งการเวียนว่าย

    10.
    รู้จักเกรงกลัวต่อบาป เป็นผู้ยำเกรงต่อกฎฟ้าดิน นำมาซึ่งความบริสุทธิ์
    ไม่รู้จักเกรงกลัวต่อบาป เป็นผู้ถือตน นำมาซึ่งความเดือดร้อน

    11.
    รู้จักธรรม เป็นผู้มีปัญญา นำมาซึ่งแจ่มแจ้ง
    ไม่รู้จักธรรม เป็นผู้มืดมน นำมาซึ่งความลุ่มหลง

    12.
    รู้จักสัจธรรม เป็นผู้กระจ่างโลก นำมาซึ่งความสว่าง
    ไม่รู้จักสัจธรรม เป็นผู้ลุ่มหลง นำมาซึ่งมืดมน

    13.
    รู้จักช่วยเหลือตนเองและผู้อื่น เป็นผู้กระจ่างธรรม นำมาซึ่งความอบอุ่น
    ไม่รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น เป็นคนเห็นแก่ตัว นำมาซึ่งโดดเดี่ยว

    14.
    รู้จักผันแปรกฎแห่งกรรม เป็นผู้มีปัญญา นำมาซึ่งสุข
    ไม่รู้จักผันกฎแห่งกรรม เป็นผู้มืดมน นำมาซึ่งทรมาน

    15.

    รู้จักหน้าตาของตนที่แท้จริง เป็นผู้แยบยล นำมาซึ่งการหลุดพ้น
    ไม่รู้จักหน้าตาที่แท้จริง เป็นคนลุ่มหลง นำมาซึ่งความมืดมน

    16.
    รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นผู้น่ายกย่อง นำมาซึ่งจริยา
    ไม่รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นผู้เย่อหยิ่ง นำมาซึ่งผู้อื่นไม่ชื่นชอบ

    17.
    รู้จักรักษามิตรไมตรี เป็นที่ชื่นชอบ นำมาซึ่งสมานฉันท์
    ไม่รู้จักรักษามิตรไมตรี เป็นผู้โดดเดี่ยว

    18.
    รู้จักชีวิต เป็นผู้กว้างขวาง นำมาซึ่งปัญญา
    ไม่รู้จักชีวิต เป็นผู้ลุ่มหลง นำมาซึ่งมืดมน

    19.
    รู้จักยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นชัยต่อชีวิต นำมาซึ่งเบิกบาน
    ไม่รู้จักยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นคนอมทุกข์ นำมาซึ่งความมืดมน

    20.
    รู้จักถนอมบุญสัมพันธ์ เป็นที่ชื่นชอบ นำมาซึ่งอนาคต
    ไม่รู้จักถนอมบุญสัมพันธ์ เป็นคนขาดคุณธรรม นำมาซึ่งโดดเดี่ยว

    21.
    รู้จักอดทน เป็นยอดคน นำมาซึ่งศรัทธา
    ไม่รู้จักอดทน เป็นคนอ่อนแอ นำมาซึ่งปัญหา

    22.
    รู้จักระวัง เป็นคนรอบคอบ นำมาซึ่งความละเอียดอ่อน
    ไม่รู้จักระวัง เป็นคนประมาท นำมาซึ่งเดือดร้อน

    23.
    รู้จักใช้วาจา เป็นศรีแก่ตัว นำมาซึ่งจริยา
    ไม่รู้จักใช้วาจา เป็นคนเลอะเลือน นำมาซึ่งภัย

    24.
    รู้จักถนอมกาย เป็นศรีแก่ตัว นำมาซึ่งสรรเสริญ
    ไม่รู้จักถนอมกาย เป็นคนลุ่มหลง นำมาซึ่งมืดมน

    25.
    รู้จักประมาณตน เป็นผู้น่าเลื่อมใส นำมาซึ่งจริยา
    ไม่รู้จักประมาณตน เป็นคนถือตน นำมาซึ่งภัย

    26.
    รู้จักวางตน เป็นศรีแก่วงศ์ตระกูล นำมาซึ่งเลื่อมใส
    ไม่รู้จักวางตน เป็นคนอวดดี นำมาซึ่งผู้อื่นไม่ชื่นชอบ

    27.
    รู้จักประหยัด เป็นผู้ถนอมบุญ นำมาซึ่งวาสนา
    ไม่รู้จักประหยัด เป็นคนฟุ่มเฟือย นำมาซึ่งความเดือดร้อน

    28.
    รู้จักสร้างบุญบารมี เป็นฐานของผู้บำเพ็ญ นำมาซึ่งรู้แจ้ง
    ไม่รู้จักสร้างฐานบารมี เป็นผู้มืดมน

    29.
    รู้จักทุกข์ เป็นผู้รู้สัจชีวิต นำมาซึ่งรู้ตื่น
    ไม่รู้จักทุกข์ เป็นคนวุ่นวาย นำมาซึ่งเดือดร้อน

    30.
    รู้จักสุข เป็นผู้รู้สัจชีวิต นำมาซึ่งรู้ตื่น
    ไม่รู้จักสุข เป็นคนวุ่นวาย นำมาซึ่งเดือดร้อน

    12 January

    ธรรมใดใด

    ธรรมใดใด ถ้าไม่นำ ปฏิบัติ
    ธรรมนั้นจัด ไม่ใช่ธรรม ดอกคุณจ๋า
    ธรรมใดใด ปฏิบัติ ทุกเวลา
    ธรรมนั้นหนา คือธรรม ประจำใจ

    ธรรมล้วนมี อยู่แล้ว ที่จิตเจ้า
    เพราะขัดเกลา จากสังคม ที่ไหนไหน
    ธรรมล้วนเป็น สิ่งที่ กระทำไป
    ทั้งกายใด วาจาจิต จงคิดดู

    เพราะปีใหม่ เลื่อนไหลมา ข้าฯจึงสอน
    เป็นคำกลอน กรองร้อย ให้พวกสู
    ธรรมอันใด พวกเจ้า จงใฝ่รู้
    เพราะธรรมอยู่ กายใจเจ้า จงเฝ้ามอง

    ปีใหม่เข้า ปีเก่าพ้น ตามศักราช
    ที่เหล่าปราชญ์ สร้างเพื่อชน คนทั้งผอง
    ซึ่งล้วนคิด ว่าแก่ลง มิหวังปอง
    ล้วนจะต้อง ไม่อยาก จากโลกเรา

    แต่ที่สุด ก็ต้องตาย หายจากโลก
    สร้างความโศก ให้ญาติ เกิดหงอยเหงา
    อย่าประมาท ทั้งกายใจ จงคอยเฝ้า
    ประพฤติเอา เหล่าศีลธรรม นำใจเอย.....