trimurati's profileWelcome to trimoorati's ...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    13 November

    คุณเป็นคนแบบไหน ดูได้จากรอยยิ้ม

    คุณเป็นคนแบบไหน  ดูได้จากรอยยิ้ม

       รอยยิ้มเป็นสิ่งแรกบนใบหน้าที่ใครๆสามารถมองเห็นได้ รอยยิ้มสามารถสร้างความประทับใจ

    แก่ผู้พบเห็นทั่วไป แต่คนเรามักมีรอยยิ้มที่ต่างกัน แล้วรู้ไหมว่า? รอยยิ้มที่พบเห็นบนมุมปากปาก
    ของทุกคน สามารถบอกนิสัยได้ด้วย

    1.               ยิ้มมุมปาก : คือ การยิ้มเผยมุมปากขึ้นเล็กน้อย คนที่ชอบยิ้มแบบนี้ ว่ากันว่าเป็นคนมี
    ความน่าค้นหาอยู่ในตัว เป็นคนลึกซึ้ง ฉลาดเฉลียว และที่น่ากลัวมากๆ คือคนประเภทนี้
    อ่านใจคนเก่ง และถ้าหากให้เค้า หรือเธอโน้มน้าวใจใครสักคน รับรองได้ผลแน่นอน

    2.               ยิ้มเม้มปาก : คือ การยิ้มแบบไม่เห็นฟัน เป็นรูปปากเลย คนที่ยิ้มลักษณะนี้ เป็นคนที่มี
    โลกส่วนตัวสูงมากเลยทีเดียว ระมัดระวังตัวกับสิ่งรอบข้าง หรืออาจเรียกว่า เป็นคนขี้ระแวง
    เอามากๆ รักสันโดษชอบอยู่คนเดียวเงียบๆ กับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่สงบๆ เบื่อง่าย
    ไม่ค่อยมีความกระตือรือร้นสักเท่าไร และด้วยความที่มีโลกส่วนตัวสูง ทำให้ไม่ค่อยมีเพื่อนฝูง
    มาก ส่วนการที่จะทลายกำแพง เพื่อข้ามสะพานแห่งมิตรภาพ ถือว่าเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเป็น
    เพื่อนกันแล้ว คุณก็มั่นใจได้เลยว่า คนที่ยิ้มเม้มปาก จะเป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่งของคุณเลยที่เดียว

    3.               ยิ้มเยือกเย็น : มีลักษณะเป็นคนน่าเชื่อถือ คนประเภทนี้ไม่ได้เป็นคนที่มั่นใจตัวเอง
    นักหรอก แต่คนส่วนมาก จะเป็นคนซื่อๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม และเป็นนักประนีประนอม

    4.               ยิ้มยั่วยวน : มักพบในบทบาทการแสดง หรือตามนิตยสารแฟชั่นต่างๆ แต่ในชีวิตจริง
    ถ้าคุณยิ้มแบบนี้ แสดงว่าคุณเป็นคนช่างฝัน และ หลงใหลในเรื่องของศิลปะมากๆเลย

    5.               ยิ้มตาหยี : เป็นยิ้มที่ดูน่ารัก... น่าหยิก...คนที่ยิ้มลักษณะนี้ เป็นคนที่มองโลกในแง่ดีสุดๆ
    ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม มีอารมณ์ขันชนิดที่เรียกว่า เส้นตื้นเอามากๆ เป็นคนร่าเริง
    สดใส เฮฮา ไม่ชอบมีเรื่องกับใคร มีเพื่อนฝูงมาก ใครที่ได้อยู่ใกล้เป็นต้องชอบ และเต็มไป
    ด้วยรอยยิ้มทั้งวัน แถมยังเป็นคนที่รู้จักนำประสบการณ์ในอดีต มาปรับปรุงแก้ไข เพื่อใช้ในปัจจุบัน และอนาคตได้อย่างเยี่ยมยอดอีกด้วย
               6          ยิ้มเปิดเผย : คือ ยิ้มแบบเห็นฟันชัดเจน ครบ 32 ซี่ เปิดปากเต็มที่ ใครเป็นเจ้าของ
                       รอยยิ้มนี้ ขอบอกว่า คุณเป็นคนที่ชอบการแสดงออก และมีความกระตือรือร้นมากๆ ชอบที่จะพบปะเช่นกัน เพราะคุณ เป็นคนที่คอยสร้างสีสัน ให้กับคนรอบข้างได้อย่างดีทีเดียว


     
    02 November

    มหัศจรรย์ของการสวดมนต์

    Ø มหัศจรรย์ของการสวดมนต์

        อาตมา (สมเด็จโต) ได้เห็นอานิสงส์ของการสวดมนต์ด้วยตัวอาตมาเอง ในสมัยที่อาตมาได้  ออกเดินธุดงค์ในป่าเป็นเวลา 15 ปี โดยอาศัยอยู่ในเขตดงพญาไฟ ซึ่งเป็นเขตที่อยู่ใกล้ชายแดนของประเทศเขมร ในสมัยนั้นเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ และภูติผี วิญญาณ ตลอดจนชาวบ้านที่มีเวทมนต์คาถา และเล่นคุณไสยกันอยู่อย่างมากมายในอาณาบริเวณชายแดนแห่งประเทศสยามในตอนนั้น อาตมาได้เดินธุดงค์แต่เพียงลำพัง ในช่วงนั้นอาตมามิได้ศึกษาในพระเวท  มนต์คาถาอาคมใดเลย

    นอกจากคำว่า  พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ   ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ    สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

    ซึ่งมีความหมายว่า ข้าพเจ้าขอยึดมั่น พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง พระธรรมเป็นที่พึ่ง พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง อาตมาไปที่แห่งหนตำบลใด ก็จะกล่าวเพียงคำนี้ตลอดเวลาของจิตใจอันเป็นที่พึ่งของอาตมา

    อาตมาเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านชายแดนแห่งประเทศสยาม ในดงพญาไฟขณะนั้น ในหมู่บ้านมีชาวบ้านอาศัย  อยู่เพียงเล็กน้อยอาตมาจึงได้ปักกลดอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน มีชาวบ้านนำอาหารมาถวายตามกำลังที่เขาจะพอ  ทำได้เมื่อเห็นมีพระภิกษุมาปักกลดในที่แห่งนั้น

    อาตมาอาศัยอยู่ที่นั้นเป็นระยะเวลาหลายปี และ ณ  ที่แห่งนั้นอาตมาจึงได้พบคุณวิเศษแห่งการสวดมนต์

    มีชาวบ้านผู้หนึ่งได้เข้ามาสนทนากับอาตมาหลังจากได้ถวายอาหารแล้ว ชาวบ้านผู้นั้นอาตมา  ทราบชื่อภายหลังว่าชื่อ นายผลนายผลได้เล่าให้อาตมาฟังว่า เขาเป็นผู้ฝึกเวทย์มนต์คาถาอาคม เล่าเรียนจนมีญาณแก่กล้า และมักจะทดสอบเวทย์มนต์คาถาอาคมแก่พระภิกษุสงฆ์ที่เดินทางมาปักกลด ณ บริเวณนี้เป็นประจำ เขาเล่าให้อาตมาฟังว่าเขาได้ส่งอำนาจคุณไสยเข้ามาทำร้ายอาตมาทุกคืน แต่ ไม่ได้หวังทำร้ายเป็นบาปเป็นกรรมถึงตาย เพียงแต่ต้องการทดสอบดูว่าภิกษุรูปนั้น จะมีวิชาอาคมแก่กล้าสามารถที่จะต่อสู้กับคุณไสยเขาได้หรือไม่ นายผลก็ได้ทำคุณไสยใส่อาตาถึง 7 วัน เต็มๆ ไม่ว่า  จะเป็นการปล่อยควายธนู หรือปล่อยหนังควาย ปล่อยตะขาบ ตลอดจนภูติพรายเข้ามาทำร้ายอาตมา แต่ปรากฏสิ่งที่ปล่อยมาก็ไม่สามารถเข้ามาทำร้ายอาตมาได้ เลยวันนี้จึงได้มากราบเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับอาตมา อาตมาจึงได้บอกว่าตัวอาตมาเองไม่ได้  ศึกษาพระเวทย์มนต์คาถา หรือคุณไสยใด นายผลก็ไม่ยอมเชื่อหาว่าอาตมาโกหก ถ้าหากไม่มีของดีแล้วไซร้ไฉนอำนาจคุณไสยดำที่เขาส่งมา จึงกลับมายังเขาซึ่งเป็นผู้กระทำ

     ไม่สามารถทำร้ายอาตมาได้  อาตมาก็พยายามชี้แจงให้เขารู้ว่า อาตมาไม่มีวิชาเหล่านี้จริง ๆ ทำให้ผลสงสัยยิ่งนักว่าเหตุใดอาตมาจึงไม่ได้รับภัยอันตรายจากอำนาจเวทมนต์คุณไสยดำที่เขาส่งมาทำร้ายได้

      อาตมาได้บอกกล่าวแก่เขาว่า เมื่ออาตมาจะนอน อาตมาก็จะสวดแต่คำว่า

    พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ  ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ จนจิตมีความสงบนิ่งแล้ว จึงได้แผ่ส่วนกุศลไปให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย จงอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจ  เลยอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย และอาตมาก็จำวัดนอนเป็นปกติ

     นายผล เมื่อได้ฟังดังนี้น จึงได้บอกแก่อาตมาว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ก็เช่นนั้น ข้าพเจ้าขอร้องให้  ท่านในวันนี้ ก่อนที่ท่านจะจำวัดจงหยดการสวดมนต์สัก 1 คืนได้หรือไม่ ข้าพเจ้าต้องการจะพิสูจน์ว่า การสวดมนต์ของท่านเช่นนี้ จะเป็นเกราะคุ้มครองภัยท่านหรือเป็นเพราะอำนาจเวทมนต์ถาถาในภูติผี ปิศาจของข้าพเจ้าเสื่อมกันแน่ ข้าพเจ้าของรับรองว่า จะไม่ทำอันตรายแก่ท่าอาจารย์อย่างเด็ดขาด เพียงแต่ต้องการที่จะทดสอบให้ความรู้แจ้งเห็นจริงว่าเกิดอะไรขึ้น

     อาตมาก็ตกลงรับปากแก่นายผลว่า คืนนี้จะไม่ทำการสวดมนต์ นายผลจึงได้ลากลับไป ครั้น

     ถึงเวลาพลบค่ำอาตมาก็นอนโดยมิได้ทำการสวดมนต์ตามที่ได้ปฎิบัติเป็นปกติ

     เมื่ออาตมานอนหลับไป  อาตมารู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าอาตมาได้ยินเสียง กุกกัก กุกกัก จะขึ้นมา จึงได้จุดเที่ยนและพบตะขาบใหญ่ยาวเท่าขาของอาตมากำลังเลื้อยเข้ามาอยู่ใกล้ตัวของอาตมามาก อาตมารู้สึก  ตกใจถึงหน้าถอดสี และด้วยสัญชาติญาณจึ่งกล่าวคำสวดมนต์

     พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง  สะระณัง   คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

     ด้วยจิตยึดมั่นในพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งเป็นเวลานานเท่าใดไม่ทราบได้ เสียงกุกกักและตะขาบที่อยู่ข้างหน้าก็อันตรธานหายไป

     จากนั้นอาตมาจึงได้จำวัดนอนเป็นปกติ   ในวันรุ่งขึ้น นายผลก็มาหาอาตมาและได้กล่าวว่า

    >>เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าได้ปล่อยตะขาบเข้าไปในกลดที่ท่านพักนักอยู่

     >>อาตมาบอกว่า อาตมาได้ตื่นมาและตกใจ จึงได้ สวดมนต์ภาวนาตะขาบตัวนั้น ก็อันตรธานหายไป

    นายผลจึงได้ยกมือพนมขึ้น แล้วกล่าวว่า บัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อแล้วว่า

     >>อำนาจเวทมนต์คาถา และ  คุณไสยใดๆ ของข้าพเจ้ามิอาจทำร้ายท่านได้  ก็เพราะอำนาจแก่การสวดมนต์ภาวนาของท่านเป็นเกราะคุ้มครองภัยอัตรายต่างๆ ได้

    ที่อาตมา (สมเด็จโต) ได้เล่าให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ได้ฟังกัน

         เพื่อให้เป็นอานิสงส์ของการ  สวดมนต์ว่า   เหล่าพรหมเทพได้มาฟังการสวดมนต์จริงดังที่อาตมาได้เทศน์ไว้  เพราะถ้าไม่ใช่เหล่า  พวกพรหมเทพแล้วไซร้  ก็คงไม่สามารถที่จะขับไล่สิ่งที่เกิดจากอำนาจคุณไสย ที่นายผลส่งมาเล่นงานอาตมาได้อย่างแน่นอน

    ......ข้อความจากหนังสือ อมตะธรรม สมเด็จโต