trimurati 的个人资料Welcome to trimoorati's ...照片日志列表更多 工具 帮助

日志


6月17日

กำลังใจดีๆ ให้ตัวเอง

กำลังใจดีๆ ให้ตัวเอง

.. ไม่มีใครเกิดมาไร้ค่า

แม้แต่คนโง่ที่สุดยังฉลาดในบางเรื่อง

และคนฉลาดที่สุด

ก็ยังโง่ในหลายเรื่อง ..

.. ไม่มีอะไรเสียเวลาไปมากกว่า

การคิดที่จะย้อนกลับไปแก้ไขอดีต

ไม่เคยมีอะไรช้าเกินไป

ที่จะทำให้สิ่งที่ตนฝัน ..

.. คนที่ไม่เคยหิว

ย่อมไม่ซาบซึ้งรสของความอิ่ม

ความสำเร็จที่ผ่านความล้มเหลว

ย่อมหอมหวานกว่าเดิม ..

.. อันตรายที่สุดของชีวิตคนเราคือ การคาดหวัง

อย่ายอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่

เหตุผลขอคนๆ หนึ่ง อาจไม่ใช่เหตุผลของคน

อีกคนนึง ถ้าคุณไม่ลองก้าว คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่า

ทางข้างหน้าเป็นอย่างไร

ปัญหาทุกอย่างล้วนอยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น

ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไป

หลังพายุผ่านไป ฟ้าย่อมสดใสเสมอ

มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง ..

.. คนเรา

ไม่ต้องเก่งไปทุกอย่าง

แต่จงสนุกกับงานทุกชิ้น

ที่ได้ทำ ..

หัวใจของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่จุดหมาย

หากอยู่ที่ประสบการณ์สองข้างทาง .. มากกว่า


...................................................
2月24日

สาระแห่งชีวิต คือ รักและเมตตา


พระอาจารย์ มิตซูโอะ คเวสโก

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เราจะเป็นที่รักของผู้อื่นได้ด้วยการประพฤติตนตามหลักธรรม ๔ ประการ
๑. มีความโอบอ้อมอารี
๒. มีปิยวาจา
๓. ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น
๔. วางตนเหมาะสมเสมอต้นเสมอปลาย

ถ้าเราประพฤติตนตามนี้ได้ ก็จะเป็นการสร้างเหตุปัจจัยที่ดีให้เราอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุขทั้งปัจจุบันในชาตินี้และชาติหน้า

รักตัวเองคือ รักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
มนุษย์ แปลว่า ใจสูง หมายถึง มีจิตใจสูงกว่า
สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก
แม้มนุษย์จะมีความเป็นปุถุชน ที่มากด้วยกิเลสตัณหา
แต่มนุษย์ก็รู้จักผิดชอบชั่วดี
รู้จักว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ มิใช่ประโยชน์
และที่สำคัญ มีสัญขาตญาณที่จะพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้น
ปรารถนาจะลความชั่ว ทำความดี ทำใจให้บริสุทธิ์
คล้ายกับว่า มีทั้งฝ่ายดี และฝ่ายชั่วต่อสู้กัน
บางครั้งฝ่ายชั่วครอบงำจิตใจ แต่บางครั้งฝ่ายดีก็ชนะ


ศีล ๕ เป็นมนุษย์ธรรม
การรักษาคุณธรรม รักษาศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
คือ ต้องรักษาศีล
การพัฒนาจิตใจ
ยกระดับจิตใจของเราให้สูงยิ่งๆ ขึ้น
ต้องประพฤติกัลยาณธรรม ๕

ศีล ๕ และกัลยาณธรรม ๕
หรือที่เรียกว่า เบญจศีล เบญจธรรม
เป็นหลักธรรมพื้นฐานสำหรับมนุษย์เราทุกคน
พึงปฎิบัติ เพื่อตั้งมั่นอยู่ในความดี ละเว้นความชั่ว
และทำจิตใจให้บริสุทธิ์

ศีล ๕ คือ หลักธรรมที่ควรงดเว้น ๕ ประการ คือ

๑. เจตนางดเว้นการทำสัตว์ที่มีชีวิตให้ตกล่วง
๒. เจตนางดเว้นจาการถือเอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน
๓. เจตนางดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม
๔. เจตนางดเว้นจากการพูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ
๕. เจตนางดเว้นจากการบริโภคสิ่งมึนเมา สิ่งเสพติด

กัลยาณธรรม ๕
เป็นหลักปฎิบัติที่ควรปฎิบัติ มี ๕ ประการ ดังนี้

๑. เมตตาและกรุณา คือ
ปรารถนาให้เขามีความสุขความเจริญ
และความสงสาร คิดช่วยให้เขาพ้นทุกข์

๒. สัมมาอาชีวะ คือ การหาเลี้ยงชีพสุจริต

๓. กามสังวร คือ ความสังวรในกาม ความสำรวมระวัง
รู้จักยับยั้งควบคุมตนในทางกามารมณ์
ไม่ให้หลงใหลในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส

๔. สัจจะ คือ ความซื่อสัตย์ ซื่อตรง

๕. สติสัมปชัญญะ คือ ระลึกได้ และรู้ตัวอยู่เสมอ
ฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิด
รู้สึกตัวเสมอว่าสิ่งใดควรทำ และไม่ควรทำ
ระวังมิให้เป็นคนมัวเมา ประมาท

หลายคนอาจรู้สึกว่า การรักษาศีล ๕ เป็นเรื่องพื้นๆ
ไม่มีอะไรพิเศษ จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญ
ความจริงแล้วการรักษาศีล ๕ ให้สมบูรณ์
ด้วยการปฎิบัติอย่างเข้าถึงจิตใจจริงๆ
ถือเป็นเป้าหมายของการพัฒนาชีวิตที่สมบูรณ์ได้

หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ลูกศิษย์ของท่านอาจารย์มั่น
ได้เคยแสดงธรรมไว้ว่า

จิตไม่ฆ่าสัตว์ จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน
จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่หัวใจของเราทุกคน
จิตไม่ลักทรัพย์ จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน
จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่หัวใจของเราทุกคน
จิตไม่คิดมีผัวเมีย จิตออกบวช จิตก็เป็นศีล
จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่หัวใจของเราทุกคน
จิตไม่ขี้ปด จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน
จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่หัวใจของเราทุกคน

ที่สุดของจิตบริสุทธิ์ คือ ต้องเข้าถึงศีล ๕ สมบูรณ์
ในที่สุด เราจะค้นพบตัวเอง
เข้าถึงธรรมชาติของจิตใจ
ที่สงบ เบิกบานใจ
ซึ่งมีอยู่ในตัวเราทุกคน นั่นเอง
เมื่อเราสบายใจ สุขใจ เราจะรักตัวเอง
เมื่อรักตัวเองแล้ว
เราจะมีความสุข สุขภาพใจดี
และเป็นที่รักของบุคคลรอบข้างด้วย ...

11月13日

คุณเป็นคนแบบไหน ดูได้จากรอยยิ้ม

คุณเป็นคนแบบไหน  ดูได้จากรอยยิ้ม

   รอยยิ้มเป็นสิ่งแรกบนใบหน้าที่ใครๆสามารถมองเห็นได้ รอยยิ้มสามารถสร้างความประทับใจ

แก่ผู้พบเห็นทั่วไป แต่คนเรามักมีรอยยิ้มที่ต่างกัน แล้วรู้ไหมว่า? รอยยิ้มที่พบเห็นบนมุมปากปาก
ของทุกคน สามารถบอกนิสัยได้ด้วย

1.               ยิ้มมุมปาก : คือ การยิ้มเผยมุมปากขึ้นเล็กน้อย คนที่ชอบยิ้มแบบนี้ ว่ากันว่าเป็นคนมี
ความน่าค้นหาอยู่ในตัว เป็นคนลึกซึ้ง ฉลาดเฉลียว และที่น่ากลัวมากๆ คือคนประเภทนี้
อ่านใจคนเก่ง และถ้าหากให้เค้า หรือเธอโน้มน้าวใจใครสักคน รับรองได้ผลแน่นอน

2.               ยิ้มเม้มปาก : คือ การยิ้มแบบไม่เห็นฟัน เป็นรูปปากเลย คนที่ยิ้มลักษณะนี้ เป็นคนที่มี
โลกส่วนตัวสูงมากเลยทีเดียว ระมัดระวังตัวกับสิ่งรอบข้าง หรืออาจเรียกว่า เป็นคนขี้ระแวง
เอามากๆ รักสันโดษชอบอยู่คนเดียวเงียบๆ กับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่สงบๆ เบื่อง่าย
ไม่ค่อยมีความกระตือรือร้นสักเท่าไร และด้วยความที่มีโลกส่วนตัวสูง ทำให้ไม่ค่อยมีเพื่อนฝูง
มาก ส่วนการที่จะทลายกำแพง เพื่อข้ามสะพานแห่งมิตรภาพ ถือว่าเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเป็น
เพื่อนกันแล้ว คุณก็มั่นใจได้เลยว่า คนที่ยิ้มเม้มปาก จะเป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่งของคุณเลยที่เดียว

3.               ยิ้มเยือกเย็น : มีลักษณะเป็นคนน่าเชื่อถือ คนประเภทนี้ไม่ได้เป็นคนที่มั่นใจตัวเอง
นักหรอก แต่คนส่วนมาก จะเป็นคนซื่อๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม และเป็นนักประนีประนอม

4.               ยิ้มยั่วยวน : มักพบในบทบาทการแสดง หรือตามนิตยสารแฟชั่นต่างๆ แต่ในชีวิตจริง
ถ้าคุณยิ้มแบบนี้ แสดงว่าคุณเป็นคนช่างฝัน และ หลงใหลในเรื่องของศิลปะมากๆเลย

5.               ยิ้มตาหยี : เป็นยิ้มที่ดูน่ารัก... น่าหยิก...คนที่ยิ้มลักษณะนี้ เป็นคนที่มองโลกในแง่ดีสุดๆ
ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม มีอารมณ์ขันชนิดที่เรียกว่า เส้นตื้นเอามากๆ เป็นคนร่าเริง
สดใส เฮฮา ไม่ชอบมีเรื่องกับใคร มีเพื่อนฝูงมาก ใครที่ได้อยู่ใกล้เป็นต้องชอบ และเต็มไป
ด้วยรอยยิ้มทั้งวัน แถมยังเป็นคนที่รู้จักนำประสบการณ์ในอดีต มาปรับปรุงแก้ไข เพื่อใช้ในปัจจุบัน และอนาคตได้อย่างเยี่ยมยอดอีกด้วย
           6          ยิ้มเปิดเผย : คือ ยิ้มแบบเห็นฟันชัดเจน ครบ 32 ซี่ เปิดปากเต็มที่ ใครเป็นเจ้าของ
                   รอยยิ้มนี้ ขอบอกว่า คุณเป็นคนที่ชอบการแสดงออก และมีความกระตือรือร้นมากๆ ชอบที่จะพบปะเช่นกัน เพราะคุณ เป็นคนที่คอยสร้างสีสัน ให้กับคนรอบข้างได้อย่างดีทีเดียว


 
9月22日

ข้อความดีดี..มีไว้แบ่งปัน

 

ข้อความดีดี..มีไว้แบ่งปัน ...


สิ่งที่แข็งที่สุด..
เอาชนะได้ด้วย..สิ่งที่อ่อนที่สุด
------------
เมื่อประตูบานหนึ่งปิด.. อีกบานหนึ่งก็เปิด..
แต่บ่อยครั้ง..ที่เรามัวแต่จ้องประตูบานที่ปิด
จนไม่ทันเห็นว่า...มีอีกบาน-ที่เปิดอยู่
-----------
อย่ามัวค้นหา..ความผิดพลาด
จงมองหา..หนทางแก้ไข
-----------
อารมณ์กลายเป็น..ความเบิกบานแจ่มใส..ของจิตใจ
เข้ามาแทนที่
------------
อย่ากลัว..ที่จะนั่งหยุดพัก..
เพื่อคิด
-----------
1 นาที..ที่คุณโกรธ
เท่ากับ..คุณได้สูญเสีย 60 วินาที
แห่งความสงบในจิตใจ..ไปแล้ว
------------
หนทางเดียว..ที่จะรักษาภาพพจน์ได้..คือ..
การซื่อสัตย์..ตลอดเวลา
-------------
ผู้ชนะ..ไม่เคยลาออก
และผู้ลาออก..ก็ไม่เคยชนะ
------------
ออกซิเจน..สำคัญต่อปอดเช่นไร
ความหวัง..ก็เป็นเช่นนั้น
ต่อความหมาย..ของชีวิต
-------------
การมีชีวิตอยู่-นานเท่าใด..
มิใช่..สิ่งสำคัญ
สิ่งสำคัญ..ก็คือ .มีชีวิตอยู่-อย่างไร
-------------
เราเข้าใจชีวิต..
เมื่อมองย้อนหลัง..เท่านั้น
แต่..เราต้องดำเนินชีวิต..ไปข้างหน้า
------------
ไม่มีสิ่งใด..ช่วยให้คุณ..ได้เปรียบคนอื่น
มากเท่ากับ..
การควบคุมอารมณ์..ให้สงบนิ่ง..อยู่ตลอดเวลา
ในทุกสถานการณ์
------------
ความอดทน..
คือ..เพื่อนสนิท..ของสติปัญญา
-------------
พรสวรรค์ยิ่งใหญ่..ของมนุษย์
คือ .การที่เราสามารถ..เอาใจเขา-มาใส่ใจเราได้
-------------
ในธรรมชาติ..ไม่มีสิ่งใดดีพร้อม
แต่ทุกอย่าง..ก็สมบูรณ์แบบในตัวเอง
ต้นไม้..อาจบิดเบี้ยว-โค้งงอ..อย่างประหลาด
แต่ก็ยังคง..ความงดงาม
-------------
มักพูดกันว่า..
กาลเวลา..เปลี่ยนทุกสิ่ง
แต่จริงๆแล้ว .
คุณ..ต้องเปลี่ยนทุกสิ่ง..ด้วยตนเอง

 ขัน..เป็นสิ่งยอดเยี่ยมที่สุด..
ที่ช่วยรักษาสิ่งอื่นได้...
เพราะทันที-ที่เกิดอารมณ์ขัน
ความรำคาญ..และความขุ่นข้อง-หมองใจ..จะหายไป
กลับ

 
 
 

.. เก็บมาอ่าน

 

 

.. เก็บมาอ่าน ...

สนธยา
อรุณรุ่ง.............................
แสงทองพุ่งทาบฟ้าจ้าแจ่มใส
เคลือบเมฆขาวพราวฟ้าอ่าอำไพ
คราเมื่อเริ่มวันใหม่ใจเบิกบาน

สายัณห์..............................
ดวงตะวันเคลื่อนต่ำเมฆดำผ่าน
แสงเพริดแพรวค่อยเจื่อนจางหว่างสายธาร
ทิวาวารคล้อยไปใกล้ค่ำคืน

สนธยา..............................
วันเวลาแปรผันนั้นสุดฝืน
มืดสว่างเปลี่ยนไปไม่ยั่งยืน
ชีพแช่มชื่นทุกโมงยามด้วยความดี.

สนธยา
เขตเชื่อมต่อระหว่าง ทิวากับราตรี

สว่างกับมืด
ร้อนกับเย็น
หรือทุกข์กับสุข

จากหนังสือเรื่อง สนธยา
กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗