trimurati 的个人资料Welcome to trimoorati's ...照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
|
6月17日 โอวาทพระคุณเจ้าหลวงพ่อพระราชพรหมยานโอวาทพระคุณเจ้าหลวงพ่อพระราชพรหมยานมีว่า ขอให้ทุกคนเตรียมตัวเตรียมใจไว้ว่าเวลาที่เราป่วยไข้ไม่สบาย อย่าลืมกำหนดลมหายใจเข้าออก (อานาปานุสสติ) จิตจะคลายจากความเจ็บปวดทุกข์เวทนาได้ ยามปกติจิตอย่าทิ้งอย่าห่างพระนิพพาน (อุปสมานุสสติกรรมฐาน) สิ่งที่จะทำให้อารมณ์คลายจากความเจ็บปวดทรมานกายได้อย่างวิเศษมี 3 อย่างคือ 1. กำลังสมาธิ จิตจับลมหายใจเข้าออก ตั้งมั่นในอานาปานุสสติ 2. จิตระลึกถึงพระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง เป็นกำลังตัดความหลง 3. กำลังจิตนึกถึงพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพลังพระพุทธานุภาพ เป็นบุญกุศล ใหญ่ โรคภัยหายรวดเร็วไม่ทรมานก่อนตาย ถึงเวลาป่วยจริง ๆ ทุกข์เวทนามันจะน้อย ก็จำไว้ว่าร่างกายมีสภาพไม่ดี มันเป็นทุกข์ตลอดเวลา สมบัติที่เราจะได้จากร่างกายมี 1. ความแก่มาหาเราทุกเวลา 2. อาการหิว เจ็บป่วย ไม่สบายกายใจมีเป็นปกติ 3. ความปรารถนาไม่ค่อยจะสมหวังมีเป็นปกติ 4. ความตายเข้ามาถึงทุกวัน ทั้ง 4 ข้อนี้ถือไว้แต่ตอนต้นว่ามันเป็นธรรมดาของเราเมื่อเกิดมาแล้วสิ่งทั้ง 4 ก็ต้องมีเป็นธรรมดา มันจะพังสลายตายเมื่อไรก็เชิญพัง พังเมื่อไรฉันขอให้พระนิพพานเมื่อนั้น ถ้าตั้งใจแบบนี้ความเจ็บปวดทุกข์เวทนามันจะน้อย ตั้งใจขึ้นมาอีกหน่อยหนึ่งว่า ขึ้นชื่อว่าร่างกายเลว ๆ ไม่ดีอย่างนี้ เราไม่ต้องการมัน จุดที่เราต้องการคือ พระนิพพาน คนมีกำลังน้อยเดินขึ้นบันไดต้องเกาะราวจะได้ไม่ตกหล่น แม้ตนมีกำลังมากถ้าเดินขึ้นบันไดก็ต้องเกาะราวเพื่อความไม่ประมาท ถ้าไม่เกาะมันเผลอไผล มันก็หล่นได้ฉันใด ถ้าทำจิตว่างเฉย ๆ ดีไม่ดีมันจะลงอเวจีไป ต้องเกาะพระนิพพานอย่าไปเชื่อเขา พวกเราต้องเกาะพระนิพพานแบบนั้นปลอดภัยดี องค์สมเด็จพระพุทธสิกขีพุทธเจ้า หรือ องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์พระปฐม ได้ตรัสสั่งให้พระคุณเจ้าหลวงพ่อพระราชพรหมยานมาบอกลูกหลานว่า อย่างนี้ ให้พวกลูก ๆ หลาน ๆ ไหว้พระในตัวเองดีกว่า คือ ให้ชาวพุทธทุกคนทำใจให้เป็นพระอรหันต์ คือ บอกให้นึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารวมกับนึกถึงพระนิพพานจะดูลมหายใจไปด้วยก็ดี นั่งนึกสัก 1 ชั่วโมง ถ้าใน 1 ชั่วโมงลูกหลานทั้งหลายรวมจิตได้สัก 3 นาที พระพุทธองค์ตรัสว่า มีผลมากกว่าที่เอาพระนอกกายมาบูชา พระนอกกายเขาอุ้มลุกอุ้มหลานไปนิพพานได้เมื่อไร พวกเราชาวพุทธชอบบูชาพระนอกกาย ไม่ชอบทำใจตนเองให้เป็นพระ พระในกายเรา คือ อารมณ์จิตสะอาดด้วยการนึกถึงพระรัตนตรัย พระนิพพานนึกถึงร่างกายเป็นของปลอมของสมมุติของชั่วคราว แบบนี้จิตสะอาด จิตสะอาดเท่านั้นที่นำพาลูก ๆ หลาน ๆ ทุกคนไปพระนิพพานได้ 6月9日 มาสร้างบุญบารมีกันเถอะ
4月21日 ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพถวาย กลด+เสื่อขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพถวาย กลด+เสื่อ เพื่อให้พระสงฆ์สามเณรใช้ในการปฎิบัติธรรมในการธุดงค์วัตร ถวายบุญที่ พระครูสุวิมลกาญจนวัฒน์(อุทัย) วัดพุทโธพุเย ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี 086-9805-099 x_300.co.th@hotmail.com
3月11日 เราต้องการของดี คนดีก็จำต้องฝึก. . . ฝึกจนดี . . . การศึกษาธรรมด้วยการอ่านการฟัง
1月24日 ลักษณะของสัตว์นรก แบ่งตามกรรมที่ปฏิบัติได้ดังนี้คือ
1.ยักษ์ อสุรกาย
ได้แก่ ผู้ขาดศีล 5 ข้อที่ 2 คือชอบเอาสิ่งของของผู้อื่นที่เจ้าของเขาไม่ให้ พระพุทธศาสนาบรรยายคุณลักษณะของเปรตไว้ว่า เป็นผู้เห็นแก่กินเป็นใหญ่ มีแขนขายาว ตัวสูง ผอม บางรายจะมีปากเล็กเพราะอดอยาก
ลักษณะเดรัจฉาน คือผู้เป็นผู้ชอบมั่วในกามโดยไม่เลือกว่าเป็นลูกเมียของผู้อื่น ไม่รู้ว่าเป็นผู้สืบเชื้อสายเดียวกัน เป็นวงศาคณาญาติกัน ไม่เลือกเวลา สถานที่ ควบคุมอารมณ์ทางเพศไม่ได้
มีลักษณะเป็นผู้ชอบโกหกหลอกลวงผู้อื่น แม้สิ้นชีวิตไปแล้วก็จะคอยหลอกหลอนผู้อื่น
เป็นผู้ชอบดื่มของมึนเมาจนครองสติไม่อยู่ จึงทำให้ทำผิดศีลข้ออื่น ๆ
ได้โดยง่าย เพราะขาดสติ และทำให้มีพฤติกรรมของสัตว์ทั้ง 4 ประเภทข้างต้น และซ้ำร้ายสามารถแสดงพฤติกรรมต่าง ๆโดยไร้สติ จึงถือเป็นพฤติกรรมของสัตว์นรก ศีล 5 กับการเปลี่ยนภพชาติ **
2. เปลี่ยนภพชาติเมื่อสิ้นชีวิตแล้ว 1. ความหนักเบาของกรรม กรรมที่มีน้ำหนักมาก จะส่งผลเร็ว กรรมที่มีน้ำหนักน้อย จะส่งผลช้า (ความหนักเบาของกรรมขึ้นอยู่กับเจตนาหรือความตั้งใจกรรมนั้น ๆ) 2. สิ่งแวดล้อม ที่คอยอุปถัมภ์ค้ำชูหรือคอยบั่นทอน เช่น มีพ่อแม่ ครูอาจารย์คอยปกป้องคุ้มครอง หรือมีมารมาผจญเร่งให้ผลกรรมส่งผลเร็วขึ้น 4. โลกอื่น ๆ หรือ สังคมอื่น ซึ่งมีอิทธิพลต่อโลก อื่น สังคมอื่น หรือคนอื่น ๆ
ผิดศีล ข้อที่ 1
♥ ☺ ถ้ารักษาศีลข้อนี้ได้ จะมีร่างกายสมส่วน มีกำลังมาก ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีกิริยาวาจาเรียบร้อย อ่อนโยน มีวาจาไพเราะ อายุยืน จะไม่ตายด้วยอุบัติเหตุ
ผิดศีล ข้อที่ 2
ผิดศีล ข้อที่ 3
♥ ☺ ถ้ารักษาศีลข้อนี้ได้ จะไม่มีศัตรู เป็นที่รักของทุกคน ไม่ต้องเกิดเป็นหญิงอีก แต่ถ้าเกิดเป็นหญิงก็จะเป็นกุลสตรี เป็นผู้มีอำนาจมาก ครอบครัวอบอุ่นมีความสุข
ผิดศีล ข้อที่ 4
♥☺ ถ้ารักษาศีลข้อนี้ได้ ต่อไปภายหน้าจะเป้นคนตัดสินใจเฉียบขาด ไม่พลาดพลั้งใน การพูด พูดจาคนจะเชื่อถือ กลิ่นปากจะหอม ฟันสวยเรียบสม่ำเสมอ ไม่พูดติดอ่าง ริมฝีปากสีแดง ผิวพรรณผ่องใส ผิดศีล ข้อที่ 5
♥ ☺ ถ้ารักษาศีลข้อนี้ได้ จะเป็นคนมีสติปัญญาดี เฉียบแหลม ไม่วิกลจริต มี วาจาอ่อนหวานไพเราะมีบุคลิกดี ศีล 5 กับการเปลี่ยนภพชาติศีล 5 ปฏิบัติศีล 5 เพื่อละ เพื่อลด เพื่อเลิก..ไม่ฆ่า ไม่ลัก ไม่เจ้าชู้ ไม่โกหกและไม่ขี้เมา เพื่อให้เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์
ความสำคัญของศีล 5..ทำให้คนเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์..เตรียมการเข้าสู่โลกที่มีแต่ความสงบสุข ทุกคนมีความเสมอภาค เท่าเทียมกัน โลกที่เต็มไปด้วยความไม่เบียดเบียนกันและกัน ..
ปานาติปาตตาเวรมณี สิกขา ปะทังสมาทิยามิ
เป็นเทวดา โดยปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของศีล 5 และปฏิบัติศีลเพิ่มอีก 2 ข้อ คือหิริโอตัปปะ
เป็นพระพรหม โดยปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของศีล 5และปฏิบัติศีลเพิ่มอีก 4 ข้อ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
เป็นพระอินทร์ โดยปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของศีล 5 และ
ปฏิบัติศีลเพิ่มอีก 7 ข้อ คือ 1.ให้ทานตลอดชีพ 2.ไม่โกหกตลอดชีพ 3.ไม่พูดหยาบตลอดชีพ 4. เลี้ยงดูบิดามารดา
ตลอดชีพ 5. 6. 7. เพราะคนเป็นสัตว์ที่ประเสริฐกว่าสัตว์อื่น ๆ จึงสามารถพัฒนาตนเป็นมนุษย์ได้ดีกว่า ส่วนคนที่ไม่สามารถพัฒนาตนเป็นมนุษย์ได้ก็จะอยู่ในภพภูมิที่เรียกว่านรก หรือเรียกว่า สัตว์นรก
บทเตือนสติตน
หนทางการดำเนินชีวิตของคนเรา ล้วนตกอยู่ในโลกของความผูกพัน (รัก โลภ โกรธ หลง) อยู่กับสิ่งที่เป็นอนิจจัง ด้วยเหตุนี้ จึงไม่สามารถหลุดพ้นจากวังวนแห่งทะเลทุกข์ได้ ทำให้ชีวิตต้องตกอยู่ในความมืดมนอันธการสับสนและสูญเปล่าอย่างไร้ค่าในยุคปัจจุบันถึงกำหนดกาลปกโปรดเผยแพร่หลักสัจธรรมเพื่อเป็นหนทางสู่ความหลุดพ้น ผู้ที่โชคดีจึงได้รับการถ่ายทอดหลักสัจธรรมรู้หนทางการหลุดพ้น จะละเลยไม่ได้ที่จะต้องเอาใจใส่ในการสร้างคุณงามความดี เสริมสร้างคุณธรรมบารมีและเป็นผู้ที่มีจิตสำนึกที่ดี อีกทั้งต้องหมั่นคอยสำรวจตรวจสอบและเตือนสติตนเองอยู่เสมอ ตราบใดที่มนุษย์ยังต้องอ่านหนังสือเพื่อแสวงหาความเข้าใจและแนวทางการดำเนินชีวิต บทเตือนสติตนเองคงจะให้ประโยชน์กับท่านได้ไม่มากก็น้อย พระโอวาทพระอาจารย์จี้กง 1. รู้จักพอ เป็นโชคเป็นลาภ นำมาซึ่งความสุข ไม่รู้จักพอ เป็นคนโลภ นำมาซึ่งการเวียนว่าย 2. รู้จักหยุดภายในให้สงบ เป็นความร่มเย็นของจิตใจ นำมาซึ่งนิพพาน ไม่รู้จักภายในให้สงบ เป็นคนวุ่นวาย นำมาซึ่งความเดือดร้อน 3. รู้จักวาง เป็นผู้เจริญ นำมาซึ่งไร้พันธนาการ ไม่รู้จักวางเป็นคนยึด นำมาซึ่งความวุ่นวาย 4. รู้จักใช้ปัญญาเป็นผู้รู้ตื่น นำมาซึ่งความเบิกบาน ไม่รู้จักใช้ปัญญา เป็นคนโง่เขลา นำมาซึ่งการวุ่นวาย 5. รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น เป็นผู้เมตตา นำมาซึ่งความสุข ไม่รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น เป็นคนเห็นแก่ตัว นำมาซึ่งยากเข็ญ 6. รู้จักอภัย เป็นผู้มีธรรม นำมาซึ่งความผาสุข ไม่รู้จักอภัย เป็นคนช่างจดช่างจำ นำมาซึ่งความโดดเดี่ยว 7. รู้จักเมตตาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ นำมาซึ่งธรรม ไม่รู้จักเมตตาไร้ซึ่งธรรม นำมาซึ่งความเดือนร้อนวุ่นวาย 8. รู้จักบำเพ็ญธรรม เป็นผู้น่าเลื่อมใส นำมาซึ่งการหลุดพ้น ไม่รู้จักบำเพ็ญธรรม เป็นคนน่าเวทนา นำมาซึ่งการเวียนว่าย 9. รู้จักดีชั่วเป็นผู้กำลังบำเพ็ญ นำมาซึ่งการเจริญรอยตามพุทธะไม่รู้จักดีชั่ว เป็นผู้มืดมน นำมาซึ่งการเวียนว่าย 10. รู้จักเกรงกลัวต่อบาป เป็นผู้ยำเกรงต่อกฎฟ้าดิน นำมาซึ่งความบริสุทธิ์ ไม่รู้จักเกรงกลัวต่อบาป เป็นผู้ถือตน นำมาซึ่งความเดือดร้อน 11. รู้จักธรรม เป็นผู้มีปัญญา นำมาซึ่งแจ่มแจ้ง ไม่รู้จักธรรม เป็นผู้มืดมน นำมาซึ่งความลุ่มหลง 12. รู้จักสัจธรรม เป็นผู้กระจ่างโลก นำมาซึ่งความสว่าง ไม่รู้จักสัจธรรม เป็นผู้ลุ่มหลง นำมาซึ่งมืดมน 13. รู้จักช่วยเหลือตนเองและผู้อื่น เป็นผู้กระจ่างธรรม นำมาซึ่งความอบอุ่น ไม่รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น เป็นคนเห็นแก่ตัว นำมาซึ่งโดดเดี่ยว 14. รู้จักผันแปรกฎแห่งกรรม เป็นผู้มีปัญญา นำมาซึ่งสุข ไม่รู้จักผันกฎแห่งกรรม เป็นผู้มืดมน นำมาซึ่งทรมาน 15. รู้จักหน้าตาของตนที่แท้จริง เป็นผู้แยบยล นำมาซึ่งการหลุดพ้นไม่รู้จักหน้าตาที่แท้จริง เป็นคนลุ่มหลง นำมาซึ่งความมืดมน 16. รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นผู้น่ายกย่อง นำมาซึ่งจริยา ไม่รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นผู้เย่อหยิ่ง นำมาซึ่งผู้อื่นไม่ชื่นชอบ 17. รู้จักรักษามิตรไมตรี เป็นที่ชื่นชอบ นำมาซึ่งสมานฉันท์ ไม่รู้จักรักษามิตรไมตรี เป็นผู้โดดเดี่ยว 18. รู้จักชีวิต เป็นผู้กว้างขวาง นำมาซึ่งปัญญา ไม่รู้จักชีวิต เป็นผู้ลุ่มหลง นำมาซึ่งมืดมน 19. รู้จักยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นชัยต่อชีวิต นำมาซึ่งเบิกบาน ไม่รู้จักยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นคนอมทุกข์ นำมาซึ่งความมืดมน 20. รู้จักถนอมบุญสัมพันธ์ เป็นที่ชื่นชอบ นำมาซึ่งอนาคต ไม่รู้จักถนอมบุญสัมพันธ์ เป็นคนขาดคุณธรรม นำมาซึ่งโดดเดี่ยว 21. รู้จักอดทน เป็นยอดคน นำมาซึ่งศรัทธา ไม่รู้จักอดทน เป็นคนอ่อนแอ นำมาซึ่งปัญหา 22. รู้จักระวัง เป็นคนรอบคอบ นำมาซึ่งความละเอียดอ่อน ไม่รู้จักระวัง เป็นคนประมาท นำมาซึ่งเดือดร้อน 23. รู้จักใช้วาจา เป็นศรีแก่ตัว นำมาซึ่งจริยา ไม่รู้จักใช้วาจา เป็นคนเลอะเลือน นำมาซึ่งภัย 24. รู้จักถนอมกาย เป็นศรีแก่ตัว นำมาซึ่งสรรเสริญ ไม่รู้จักถนอมกาย เป็นคนลุ่มหลง นำมาซึ่งมืดมน 25. รู้จักประมาณตน เป็นผู้น่าเลื่อมใส นำมาซึ่งจริยา ไม่รู้จักประมาณตน เป็นคนถือตน นำมาซึ่งภัย 26. รู้จักวางตน เป็นศรีแก่วงศ์ตระกูล นำมาซึ่งเลื่อมใส ไม่รู้จักวางตน เป็นคนอวดดี นำมาซึ่งผู้อื่นไม่ชื่นชอบ 27. รู้จักประหยัด เป็นผู้ถนอมบุญ นำมาซึ่งวาสนา ไม่รู้จักประหยัด เป็นคนฟุ่มเฟือย นำมาซึ่งความเดือดร้อน 28. รู้จักสร้างบุญบารมี เป็นฐานของผู้บำเพ็ญ นำมาซึ่งรู้แจ้ง ไม่รู้จักสร้างฐานบารมี เป็นผู้มืดมน 29. รู้จักทุกข์ เป็นผู้รู้สัจชีวิต นำมาซึ่งรู้ตื่น ไม่รู้จักทุกข์ เป็นคนวุ่นวาย นำมาซึ่งเดือดร้อน 30. รู้จักสุข เป็นผู้รู้สัจชีวิต นำมาซึ่งรู้ตื่น ไม่รู้จักสุข เป็นคนวุ่นวาย นำมาซึ่งเดือดร้อน 1月12日 ธรรมใดใดธรรมใดใด ถ้าไม่นำ ปฏิบัติ ธรรมนั้นจัด ไม่ใช่ธรรม ดอกคุณจ๋า ธรรมใดใด ปฏิบัติ ทุกเวลา ธรรมนั้นหนา คือธรรม ประจำใจ ธรรมล้วนมี อยู่แล้ว ที่จิตเจ้า เพราะขัดเกลา จากสังคม ที่ไหนไหน ธรรมล้วนเป็น สิ่งที่ กระทำไป ทั้งกายใด วาจาจิต จงคิดดู เพราะปีใหม่ เลื่อนไหลมา ข้าฯจึงสอน เป็นคำกลอน กรองร้อย ให้พวกสู ธรรมอันใด พวกเจ้า จงใฝ่รู้ เพราะธรรมอยู่ กายใจเจ้า จงเฝ้ามอง ปีใหม่เข้า ปีเก่าพ้น ตามศักราช ที่เหล่าปราชญ์ สร้างเพื่อชน คนทั้งผอง ซึ่งล้วนคิด ว่าแก่ลง มิหวังปอง ล้วนจะต้อง ไม่อยาก จากโลกเรา แต่ที่สุด ก็ต้องตาย หายจากโลก สร้างความโศก ให้ญาติ เกิดหงอยเหงา อย่าประมาท ทั้งกายใจ จงคอยเฝ้า ประพฤติเอา เหล่าศีลธรรม นำใจเอย..... 8月30日 ข้อดีของความทุกข์ และ ความสุขข้อดีของความทุกข์ ข้อดีของการทำใจให้เป็นสุข 11月2日 มหัศจรรย์ของการสวดมนต์Ø มหัศจรรย์ของการสวดมนต์ อาตมา (สมเด็จโต) ได้เห็นอานิสงส์ของการสวดมนต์ด้วยตัวอาตมาเอง ในสมัยที่อาตมาได้ ออกเดินธุดงค์ในป่าเป็นเวลา 15 ปี โดยอาศัยอยู่ในเขตดงพญาไฟ ซึ่งเป็นเขตที่อยู่ใกล้ชายแดนของประเทศเขมร ในสมัยนั้นเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ และภูติผี วิญญาณ ตลอดจนชาวบ้านที่มีเวทมนต์คาถา และเล่นคุณไสยกันอยู่อย่างมากมายในอาณาบริเวณชายแดนแห่งประเทศสยามในตอนนั้น อาตมาได้เดินธุดงค์แต่เพียงลำพัง ในช่วงนั้นอาตมามิได้ศึกษาในพระเวท มนต์คาถาอาคมใดเลย นอกจากคำว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ซึ่งมีความหมายว่า ข้าพเจ้าขอยึดมั่น พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง พระธรรมเป็นที่พึ่ง พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง อาตมาไปที่แห่งหนตำบลใด ก็จะกล่าวเพียงคำนี้ตลอดเวลาของจิตใจอันเป็นที่พึ่งของอาตมา อาตมาเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านชายแดนแห่งประเทศสยาม ในดงพญาไฟขณะนั้น ในหมู่บ้านมีชาวบ้านอาศัย อยู่เพียงเล็กน้อยอาตมาจึงได้ปักกลดอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน มีชาวบ้านนำอาหารมาถวายตามกำลังที่เขาจะพอ ทำได้เมื่อเห็นมีพระภิกษุมาปักกลดในที่แห่งนั้น อาตมาอาศัยอยู่ที่นั้นเป็นระยะเวลาหลายปี และ ณ ที่แห่งนั้นอาตมาจึงได้พบคุณวิเศษแห่งการสวดมนต์ มีชาวบ้านผู้หนึ่งได้เข้ามาสนทนากับอาตมาหลังจากได้ถวายอาหารแล้ว ชาวบ้านผู้นั้นอาตมา ทราบชื่อภายหลังว่าชื่อ นายผลนายผลได้เล่าให้อาตมาฟังว่า เขาเป็นผู้ฝึกเวทย์มนต์คาถาอาคม เล่าเรียนจนมีญาณแก่กล้า และมักจะทดสอบเวทย์มนต์คาถาอาคมแก่พระภิกษุสงฆ์ที่เดินทางมาปักกลด ณ บริเวณนี้เป็นประจำ เขาเล่าให้อาตมาฟังว่าเขาได้ส่งอำนาจคุณไสยเข้ามาทำร้ายอาตมาทุกคืน แต่ ไม่ได้หวังทำร้ายเป็นบาปเป็นกรรมถึงตาย เพียงแต่ต้องการทดสอบดูว่าภิกษุรูปนั้น จะมีวิชาอาคมแก่กล้าสามารถที่จะต่อสู้กับคุณไสยเขาได้หรือไม่ นายผลก็ได้ทำคุณไสยใส่อาตาถึง 7 วัน เต็มๆ ไม่ว่า จะเป็นการปล่อยควายธนู หรือปล่อยหนังควาย ปล่อยตะขาบ ตลอดจนภูติพรายเข้ามาทำร้ายอาตมา แต่ปรากฏสิ่งที่ปล่อยมาก็ไม่สามารถเข้ามาทำร้ายอาตมาได้ เลยวันนี้จึงได้มากราบเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับอาตมา อาตมาจึงได้บอกว่าตัวอาตมาเองไม่ได้ ศึกษาพระเวทย์มนต์คาถา หรือคุณไสยใด นายผลก็ไม่ยอมเชื่อหาว่าอาตมาโกหก ถ้าหากไม่มีของดีแล้วไซร้ไฉนอำนาจคุณไสยดำที่เขาส่งมา จึงกลับมายังเขาซึ่งเป็นผู้กระทำ ไม่สามารถทำร้ายอาตมาได้ อาตมาก็พยายามชี้แจงให้เขารู้ว่า อาตมาไม่มีวิชาเหล่านี้จริง ๆ ทำให้ผลสงสัยยิ่งนักว่าเหตุใดอาตมาจึงไม่ได้รับภัยอันตรายจากอำนาจเวทมนต์คุณไสยดำที่เขาส่งมาทำร้ายได้ อาตมาได้บอกกล่าวแก่เขาว่า เมื่ออาตมาจะนอน อาตมาก็จะสวดแต่คำว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ จนจิตมีความสงบนิ่งแล้ว จึงได้แผ่ส่วนกุศลไปให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย จงอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจ เลยอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย และอาตมาก็จำวัดนอนเป็นปกติ นายผล เมื่อได้ฟังดังนี้น จึงได้บอกแก่อาตมาว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ก็เช่นนั้น ข้าพเจ้าขอร้องให้ ท่านในวันนี้ ก่อนที่ท่านจะจำวัดจงหยดการสวดมนต์สัก 1 คืนได้หรือไม่ ข้าพเจ้าต้องการจะพิสูจน์ว่า การสวดมนต์ของท่านเช่นนี้ จะเป็นเกราะคุ้มครองภัยท่านหรือเป็นเพราะอำนาจเวทมนต์ถาถาในภูติผี ปิศาจของข้าพเจ้าเสื่อมกันแน่ ข้าพเจ้าของรับรองว่า จะไม่ทำอันตรายแก่ท่าอาจารย์อย่างเด็ดขาด เพียงแต่ต้องการที่จะทดสอบให้ความรู้แจ้งเห็นจริงว่าเกิดอะไรขึ้น อาตมาก็ตกลงรับปากแก่นายผลว่า คืนนี้จะไม่ทำการสวดมนต์ นายผลจึงได้ลากลับไป ครั้น ถึงเวลาพลบค่ำอาตมาก็นอนโดยมิได้ทำการสวดมนต์ตามที่ได้ปฎิบัติเป็นปกติ เมื่ออาตมานอนหลับไป อาตมารู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าอาตมาได้ยินเสียง กุกกัก กุกกัก จะขึ้นมา จึงได้จุดเที่ยนและพบตะขาบใหญ่ยาวเท่าขาของอาตมากำลังเลื้อยเข้ามาอยู่ใกล้ตัวของอาตมามาก อาตมารู้สึก ตกใจถึงหน้าถอดสี และด้วยสัญชาติญาณจึ่งกล่าวคำสวดมนต์ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ด้วยจิตยึดมั่นในพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งเป็นเวลานานเท่าใดไม่ทราบได้ เสียงกุกกักและตะขาบที่อยู่ข้างหน้าก็อันตรธานหายไป จากนั้นอาตมาจึงได้จำวัดนอนเป็นปกติ ในวันรุ่งขึ้น นายผลก็มาหาอาตมาและได้กล่าวว่า >>เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าได้ปล่อยตะขาบเข้าไปในกลดที่ท่านพักนักอยู่ >>อาตมาบอกว่า อาตมาได้ตื่นมาและตกใจ จึงได้ สวดมนต์ภาวนาตะขาบตัวนั้น ก็อันตรธานหายไป นายผลจึงได้ยกมือพนมขึ้น แล้วกล่าวว่า บัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อแล้วว่า >>อำนาจเวทมนต์คาถา และ คุณไสยใดๆ ของข้าพเจ้ามิอาจทำร้ายท่านได้ ก็เพราะอำนาจแก่การสวดมนต์ภาวนาของท่านเป็นเกราะคุ้มครองภัยอัตรายต่างๆ ได้ ที่อาตมา (สมเด็จโต) ได้เล่าให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ได้ฟังกัน เพื่อให้เป็นอานิสงส์ของการ สวดมนต์ว่า เหล่าพรหมเทพได้มาฟังการสวดมนต์จริงดังที่อาตมาได้เทศน์ไว้ เพราะถ้าไม่ใช่เหล่า พวกพรหมเทพแล้วไซร้ ก็คงไม่สามารถที่จะขับไล่สิ่งที่เกิดจากอำนาจคุณไสย ที่นายผลส่งมาเล่นงานอาตมาได้อย่างแน่นอน ......ข้อความจากหนังสือ อมตะธรรม สมเด็จโต 10月3日 อานิสงส์ของการสวดมนต์****อานิสงส์ของการสวดมนต์ ****
9月24日 เสน่ห์ผ้าขี้ริ้วเสน่ห์ผ้าขี้ริ้ว ปิยโสภณ
๑. ผ้าขี้ริ้วยอมสกปรกเพื่อให้สิ่งอื่นสะอาด ๔. ผ้าขี้ริ้วแม้นใครจะมองว่าเป็นผ้าที่ไร้ราคา แต่ก็มีคุณค่าสูงส่งภายในตัวเสมอ ๗. ผ้าขี้ริ้วพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ๘. ผ้าขี้ริ้วทนทานต่อการขัดถูและซักล้าง ไม่เปราะบาง
๙. ผ้าขี้ริ้วแม้จะถูกมองว่าเป็นผ้าขี้ริ้ว แต่ก็ไม่ทำตัวให้ขี้เหร่
เหมือนคนที่รู้ตัวเองว่า ตนกำลังถูกปรามาสสบประมาท มีคนดูถูกดูแคลน แทนที่จะเสียใจทำด้วยประชดเขาว่าเราไม่ทำเช่นนั้น แต่จะต้องตั้งใจเอาอุปสรรคมาเป็นกำลังใจให้ตัวเอง เอาชนะอุปสรรคตรงนั้นให้ได้ ไม่พ่ายแพ้ตามคำปรามาสาของคนอื่น รู้ตัวตลอดว่ากำลังทำอะไร เสน่ห์ของชีวิตก็ไม่ต่างจากเสน่ห์ผ้าขี้ริ้ว ขึ้นอยู่ว่าเราจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไรเมื่อตัวชีวิตคือเรา พ่อแม่สร้างชีวิตมาแล้ว. เสน่ห์คือแหล่งกำเนิดความสุข และความสุขอันแท้จริงของคนก็คือ การได้แอบยิ้มดูคนอื่นเขามีความสุข ชื่นชมยินดีมีความสุขจากผลงานของเรา เหมือนความสุขของแม่ อยู่ที่การได้เห็นลูกหลานพอใจกับฝีมือปรุงอาหารของแม่ รู้เถิดว่า แม่แอบเป็นสุขลึก ๆ ทุกคำข้าวที่ลูกกลืน. คัดลอกจาก: ตายไม่มี 9月22日 ความสุข ... ความเห็นใจ ... ความปรารถนาดี
... ความสุข ... ความเห็นใจ ... ความปรารถนาดี ...
ความทุกข์
.. ความทุกข์ ...
ธรรมะสอนใจธรรมะสอนใจ 9月9日 ... บุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน ...... บุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน ... จากหนังสือ อมตะธรรม สมเด็จโต ...
หยุดเถิดหยุดเถิดเราได้มีโอกาสไปบวชที่เสถียรธรรมสถานของแม่ชีศันสนีย์แม่ชีบอกว่ามีหลายสิ่งที่อยากจะสอนมนุษย์ที่เกิดมาทุกคนแต่ไม่มีโอกาสได้สอนได้ทั่วถึง ... อมตะธรรม สมเด็จโต ...
.. อมตะธรรม สมเด็จโต ... วันแม่วันนี้พาคุณแม่ไปทานอาหารที่ภัตตาคารชมทะเล ถ้าละได้ทั้งสุขและทุกข์ เมื่อนั้นเราก็จะไม่สุขไม่ทุกข์ จิตก็จะเป็นอรหันต์ ... "
มหัศจรรย์ของการสวดมนต์
อาตมา (สมเด็จโต) ได้เห็นอานิสงส์ของการสวดมนต์ด้วยตัวอาตมาเอง ในสมัยที่อาตมาได้ ออกเดินธุดงค์ในป่าเป็นเวลา 15 ปี โดยอาศัยอยู่ในเขตดงพญาไฟ ซึ่งเป็นเขตที่อยู่ใกล้ชายแดนของประเทศเขมร ในสมัยนั้นเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ และภูติผี วิญญาณ ตลอดจนชาวบ้านที่มีเวทมนต์คาถา และเล่นคุณไสยกันอยู่อย่างมากมายในอาณาบริเวณชายแดนแห่งประเทศสยามในตอนนั้น อาตมาได้เดินธุดงค์แต่เพียงลำพัง ในช่วงนั้นอาตมามิได้ศึกษาในพระเวท มนต์คาถาอาคมใดเลย
นอกจากคำว่า
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ซึ่งมีความหมายว่า ข้าพเจ้าขอยึดมั่น พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง พระธรรมเป็นที่พึ่ง พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง อาตมาไปที่แห่งหนตำบลใด ก็จะกล่าวเพียงคำนี้ตลอดเวลาของจิตใจอันเป็นที่พึ่งของอาตมา
อาตมาเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านชายแดนแห่งประเทศสยาม ในดงพญาไฟขณะนั้น ในหมู่บ้านมีชาวบ้านอาศัย อยู่เพียงเล็กน้อยอาตมาจึงได้ปักกลดอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน มีชาวบ้านนำอาหารมาถวายตามกำลังที่เขาจะพอ ทำได้เมื่อเห็นมีพระภิกษุมาปักกลดในที่แห่งนั้น
อาตมาอาศัยอยู่ที่นั้นเป็นระยะเวลาหลายปี และ ณ ที่แห่งนั้นอาตมาจึงได้พบคุณวิเศษแห่งการสวดมนต์ มีชาวบ้านผู้หนึ่งได้เข้ามาสนทนากับอาตมาหลังจากได้ถวายอาหารแล้ว ชาวบ้านผู้นั้นอาตมา ทราบชื่อภายหลังว่าชื่อ นายผลนายผลได้เล่าให้อาตมาฟังว่า เขาเป็นผู้ฝึกเวทย์มนต์คาถาอาคม เล่าเรียนจนมีญาณแก่กล้า และมักจะทดสอบเวทย์มนต์คาถาอาคมแก่พระภิกษุสงฆ์ที่เดินทางมาปักกลด ณ บริเวณนี้เป็นประจำ เขาเล่าให้อาตมาฟังว่าเขาได้ส่งอำนาจคุณไสยเข้ามาทำร้ายอาตมาทุกคืน แต่ ไม่ได้หวังทำร้ายเป็นบาปเป็นกรรมถึงตาย เพียงแต่ต้องการทดสอบดูว่าภิกษุรูปนั้น จะมีวิชาอาคมแก่กล้าสามารถที่จะต่อสู้กับคุณไสยเขาได้หรือไม่ นายผลก็ได้ทำคุณไสยใส่อาตาถึง 7 วัน เต็มๆ ไม่ว่า จะเป็นการปล่อยควายธนู หรือปล่อยหนังควาย ปล่อยตะขาบ ตลอดจนภูติพรายเข้ามาทำร้ายอาตมา แต่ปรากฏสิ่งที่ปล่อยมาก็ไม่สามารถเข้ามาทำร้ายอาตมาได้ เลยวันนี้จึงได้มากราบเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับอาตมา อาตมาจึงได้บอกว่าตัวอาตมาเองไม่ได้ ศึกษาพระเวทย์มนต์คาถา หรือคุณไสยใด นายผลก็ไม่ยอมเชื่อหาว่าอาตมาโกหก ถ้าหากไม่มีของดีแล้วไซร้ไฉนอำนาจคุณไสยดำที่เขาส่งมา จึงกลับมายังเขาซึ่งเป็นผู้กระทำ
ไม่สามารถทำร้ายอาตมาได้ อาตมาก็พยายามชี้แจงให้เขารู้ว่า อาตมาไม่มีวิชาเหล่านี้จริง ๆ ทำให้ผลสงสัยยิ่งนักว่าเหตุใดอาตมาจึงไม่ได้รับภัยอันตรายจากอำนาจเวทมนต์คุณไสยดำที่เขาส่งมาทำร้ายได้
อาตมาได้บอกกล่าวแก่เขาว่า เมื่ออาตมาจะนอน อาตมาก็จะสวดแต่คำว่า
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ จนจิตมีความสงบนิ่งแล้ว จึงได้แผ่ส่วนกุศลไปให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย จงอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจ เลยอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย และอาตมาก็จำวัดนอนเป็นปกติ
นายผล เมื่อได้ฟังดังนี้น จึงได้บอกแก่อาตมาว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ก็เช่นนั้น ข้าพเจ้าขอร้องให้ ท่านในวันนี้ ก่อนที่ท่านจะจำวัดจงหยดการสวดมนต์สัก 1 คืนได้หรือไม่ ข้าพเจ้าต้องการจะพิสูจน์ว่า การสวดมนต์ของท่านเช่นนี้ จะเป็นเกราะคุ้มครองภัยท่านหรือเป็นเพราะอำนาจเวทมนต์ถาถาในภูติผี ปิศาจของข้าพเจ้าเสื่อมกันแน่ ข้าพเจ้าของรับรองว่า จะไม่ทำอันตรายแก่ท่าอาจารย์อย่างเด็ดขาด เพียงแต่ต้องการที่จะทดสอบให้ความรู้แจ้งเห็นจริงว่าเกิดอะไรขึ้น
อาตมาก็ตกลงรับปากแก่นายผลว่า คืนนี้จะไม่ทำการสวดมนต์ นายผลจึงได้ลากลับไป ครั้น
ถึงเวลาพลบค่ำอาตมาก็นอนโดยมิได้ทำการสวดมนต์ตามที่ได้ปฎิบัติเป็นปกติ
เมื่ออาตมานอนหลับไป อาตมารู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าอาตมาได้ยินเสียง กุกกัก กุกกัก จะขึ้นมา จึงได้จุดเที่ยนและพบตะขาบใหญ่ยาวเท่าขาของอาตมากำลังเลื้อยเข้ามาอยู่ใกล้ตัวของอาตมามาก อาตมารู้สึก ตกใจถึงหน้าถอดสี และด้วยสัญชาติญาณจึ่งกล่าวคำสวดมนต์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ด้วยจิตยึดมั่นในพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งเป็นเวลานานเท่าใดไม่ทราบได้ เสียงกุกกักและตะขาบที่อยู่ข้างหน้าก็อันตรธานหายไป จากนั้นอาตมาจึงได้จำวัดนอนเป็นปกติ ในวันรุ่งขึ้น นายผลก็มาหาอาตมาและได้กล่าวว่า
>>เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าได้ปล่อยตะขาบเข้าไปในกลดที่ท่านพักนักอยู่
>>อาตมาบอกว่า อาตมาได้ตื่นมาและตกใจ จึงได้
สวดมนต์ภาวนาตะขาบตัวนั้น ก็อันตรธานหายไป
นายผลจึงได้ยกมือพนมขึ้น แล้วกล่าวว่า บัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อแล้วว่า
>>อำนาจเวทมนต์คาถา และ คุณไสยใดๆ ของข้าพเจ้ามิอาจทำร้ายท่านได้
>>ก็เพราะอำนาจแก่การ
สวดมนต์ภาวนาของท่านเป็นเกราะคุ้มครองภัยอัตรายต่างๆ ได้
ที่อาตมา (สมเด็จโต) ได้เล่าให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ได้ฟังกัน
>>เพื่อให้เป็นอานิสงส์ของการ สวดมนต์ว่า
>>เหล่าพรหมเทพได้มาฟังการสวดมนต์จริงดังที่อาตมาได้เทศน์ไว้
>>เพราะถ้าไม่ใช่เหล่า พวกพรหมเทพแล้วไซร้
>>ก็คงไม่สามารถที่จะขับไล่สิ่งที่เกิดจากอำนาจคุณไสย ที่นายผลส่งมาเล่นงาน
>>อาตมาได้อย่างแน่นอน
ข้อความจากหนังสือ อมตะธรรม สมเด็จโต
|
|
|