trimurati 的个人资料Welcome to trimoorati's ...照片日志列表更多 工具 帮助

日志


6月17日

โอวาทพระคุณเจ้าหลวงพ่อพระราชพรหมยาน


อวาทพระคุณเจ้าหลวงพ่อพระราชพรหมยานมีว่า

ขอให้ทุกคนเตรียมตัวเตรียมใจไว้ว่าเวลาที่เราป่วยไข้ไม่สบาย อย่าลืมกำหนดลมหายใจเข้าออก (อานาปานุสสติ) จิตจะคลายจากความเจ็บปวดทุกข์เวทนาได้

ยามปกติจิตอย่าทิ้งอย่าห่างพระนิพพาน (อุปสมานุสสติกรรมฐาน) สิ่งที่จะทำให้อารมณ์คลายจากความเจ็บปวดทรมานกายได้อย่างวิเศษมี 3 อย่างคือ

1. กำลังสมาธิ จิตจับลมหายใจเข้าออก ตั้งมั่นในอานาปานุสสติ

2. จิตระลึกถึงพระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง เป็นกำลังตัดความหลง

3. กำลังจิตนึกถึงพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพลังพระพุทธานุภาพ เป็นบุญกุศล

ใหญ่ โรคภัยหายรวดเร็วไม่ทรมานก่อนตาย

ถึงเวลาป่วยจริง ๆ ทุกข์เวทนามันจะน้อย ก็จำไว้ว่าร่างกายมีสภาพไม่ดี มันเป็นทุกข์ตลอดเวลา

สมบัติที่เราจะได้จากร่างกายมี
1. ความแก่มาหาเราทุกเวลา
2. อาการหิว เจ็บป่วย ไม่สบายกายใจมีเป็นปกติ
3. ความปรารถนาไม่ค่อยจะสมหวังมีเป็นปกติ
4. ความตายเข้ามาถึงทุกวัน

ทั้ง 4 ข้อนี้ถือไว้แต่ตอนต้นว่ามันเป็นธรรมดาของเราเมื่อเกิดมาแล้วสิ่งทั้ง 4 ก็ต้องมีเป็นธรรมดา มันจะพังสลายตายเมื่อไรก็เชิญพัง พังเมื่อไรฉันขอให้พระนิพพานเมื่อนั้น ถ้าตั้งใจแบบนี้ความเจ็บปวดทุกข์เวทนามันจะน้อย ตั้งใจขึ้นมาอีกหน่อยหนึ่งว่า ขึ้นชื่อว่าร่างกายเลว ๆ ไม่ดีอย่างนี้ เราไม่ต้องการมัน จุดที่เราต้องการคือ พระนิพพาน
คนมีกำลังน้อยเดินขึ้นบันไดต้องเกาะราวจะได้ไม่ตกหล่น แม้ตนมีกำลังมากถ้าเดินขึ้นบันไดก็ต้องเกาะราวเพื่อความไม่ประมาท ถ้าไม่เกาะมันเผลอไผล มันก็หล่นได้ฉันใด ถ้าทำจิตว่างเฉย ๆ ดีไม่ดีมันจะลงอเวจีไป ต้องเกาะพระนิพพานอย่าไปเชื่อเขา พวกเราต้องเกาะพระนิพพานแบบนั้นปลอดภัยดี องค์สมเด็จพระพุทธสิกขีพุทธเจ้า หรือ องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์พระปฐม ได้ตรัสสั่งให้พระคุณเจ้าหลวงพ่อพระราชพรหมยานมาบอกลูกหลานว่า อย่างนี้
ให้พวกลูก ๆ หลาน ๆ ไหว้พระในตัวเองดีกว่า คือ ให้ชาวพุทธทุกคนทำใจให้เป็นพระอรหันต์ คือ บอกให้นึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารวมกับนึกถึงพระนิพพานจะดูลมหายใจไปด้วยก็ดี นั่งนึกสัก 1 ชั่วโมง ถ้าใน 1 ชั่วโมงลูกหลานทั้งหลายรวมจิตได้สัก 3 นาที พระพุทธองค์ตรัสว่า มีผลมากกว่าที่เอาพระนอกกายมาบูชา พระนอกกายเขาอุ้มลุกอุ้มหลานไปนิพพานได้เมื่อไร พวกเราชาวพุทธชอบบูชาพระนอกกาย ไม่ชอบทำใจตนเองให้เป็นพระ พระในกายเรา คือ อารมณ์จิตสะอาดด้วยการนึกถึงพระรัตนตรัย พระนิพพานนึกถึงร่างกายเป็นของปลอมของสมมุติของชั่วคราว แบบนี้จิตสะอาด จิตสะอาดเท่านั้นที่นำพาลูก ๆ หลาน ๆ ทุกคนไปพระนิพพานได้
6月9日

มาสร้างบุญบารมีกันเถอะ‏

มาสร้างบุญบารมีกันเถอะ
1. นั่งสมาธิ    อย่างน้อยวันละ 15 นาที(หรือเดินจงกรมก็ได้)
     
อานิสงส์ --- เพื่อสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดขึ้นทั้งภพนี้และภพหน้า
                เพื่อจิตใจที่สว่างผ่อนปรนจากกิเลส ปล่อยวางได้ง่าย 
               จิตจะรู้วิธีแก้ปัญหาชีวิตโดยอัตโนมัติ
               ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองไม่มีวันอับจน
               ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพกายและจิตแข็งแรง
               เจ้ากรรมนายเวรและญาติมิตรที่ล่วงลับจะได้บุญกุศล
 
2.
สวดมนต์ ด้วยพระคาถาต่างๆอย่างน้อยวันละครั้งก่อนนอน
     
อานิสงส์ --- เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง
                 ชีวิตหน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า
                 เงินทองไหลมาเทมา แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง จิตจะเป็นสมาธิได้เร็ว
                 แนะนำพระคาถาพาหุงมหากา , พระคาถาชินบัญชร ,
                 พระคาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก เป็นต้น
                 เมื่อสวดเสร็จต้องแผ่เมตตาทุกครั้ง
 
3.
ถวายยารักษาโรค ให้วัด , ออกเงินค่ารักษาให้พระตามโรงพยาบาลสงฆ์
   
อานิสงส์ - --      ก่อให้เกิดสุขภาพร่มเย็นทั้งครอบครัว โรคที่ไม่หายจะทุเลา
                          สุขภาพกายจิตแข็งแรง อายุยืนทั้งภพนี้และภพหน้า 
                         ถ้าป่วยก็จะไม่ขาดแคลนการรักษา
 
4.
ทำบุญตักบาตร ทุกเช้า
   
อานิสงส์ --- ได้ช่วยเหลือศาสนาต่อไปทั้งภพนี้และภพหน้า ไม่ขาดแคลนอาหาร
                       ตายไปไม่หิวโหย อยู่ในภพที่ไม่ขาดแคลน ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์
 
5..
ทำหนังสือหรือสื่อต่างๆ เกี่ยวกับธรรมะแจกฟรีแก่ผู้คนเป็นธรรมทาน
   
  อานิสงส์ --- เพราะธรรมทานชนะการให้ทานทั้งปวง ผู้ให้ธรรมจึงสว่างไปด้วยลา ยศ
                     สรรเสริญ ปัญญา และบุญบารมีอย่างท่วมท้น เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้
                     ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองอย่างไม่คาดฝัน
 
6. 
สร้างพระถวายวัด
   
อานิสงส์ ---   ผ่อนปรนหนี้กรรมให้บางเบา ให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง
                       สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง ครอบครัวเป็นสุข
                        ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของพุท ธศาสนาตลอดไป
 
7.
แบ่งเวลาชีวิตไปบวชชีพรามณ์ หรือบวชพระอย่างน้อย 9 วันขึ้นไป
   
อานิสงส์ ---   ได้ตอบแทนคุณพ่อแม่อย่างเต็มที่
                        ผ่อนปรนหนี้กรรมอุทิศผลบุญให้ญาติมิตรและเจ้ากรรมนายเวร
                        สร้างปัจจัยไปสู่น ิพพานในภพต่อๆไป ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของพุทธศาสนา
                       จิตเป็นกุศล
 
8.
บริจาคเลือดหรือร่างกาย
     
อานิสงส์ ---  ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพแข็งแรง ช่วยต่ออายุ
                       ต่อไปจะมีผู้คอ ยช่วยเหลือไม่ให้ตกทุกข์ได้ยาก เทพยดาปกปักรักษา
                      ได้เกิดมามีร่างกายที่งดงามในภพหน้า ส่วนภพนี้ก็จะมีราศีผุดผ่อง
 
9.
ปล่อยปลา      ที่ซื้อมาจากตลาดรวมทั้งปล่อยสัตว์ไถ่ชีวิตสัตว์ต่างๆ
 
อานิสงส์ ---     ช่วยต่ออายุ ขจัดอุปสรรคในชีวิต
                     ชดใช้หนี้กรรมให้เจ้ากรรมนายเวรท ี่เคยกินเข้าไป ให้ทำมาค้าขึ้น
                     หน้าที่การงานคล่องตัวไม่ติดขัด ชีวิตที่ผิดหวังจะค่อยๆฟื้นคืนสภาพที่สดใส
                     เป็นอิสระ
 
10.
ให้ทุนการศึกษา , บริจาคหนังสือหรือสื่อการเรียนต่างๆ , อาสาสอนหนังสือ
 
อานิสงส์ ---          ทำให้มีสติปัญญาดี ในภพต่อๆไปจะ ฉลาดเฉลียวมีปัญญา
                      ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนอย่างรอบรู้ สติปัญญาสมบูรณ์พร้อม
 
11.
ให้เงินขอทาน , ให้เงินคนที่เดือดร้อน(ไม่ใช่การให้ยืม)
 
อานิสงส์ ---        ทำให้เกิดลาภไม่ขาดสายทั้งภพนี้และภพหน้า ไม่ตกทุกข์ได้ยาก
                      เกิดมาชาติหน้าจะร่ำรวยและไม่มีหนี้สิน ความยา กจนในชาตินี้จะทุเลาลง
                       จะได้เงินทองกลับมาอย่างไม่คาดฝัน
 
12.
รักษาศีล 5 หรือศีล 8
 
อานิสงส์ ---           ไม่ต้องไปเกิดเป็นเปรตหรือสัตว์นรก
                        ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐครบบริบูรณ์ ชีวิตเจริญรุ่งเรือง
                        กรรมเวรจะไม่ถ่าโถม ภัยอันตรายไม่ย่างกราย เทวดานางฟ้าปกปักรักษ

อานิสงส์ 10 ข้อของการไม่กินเนื้อสัตว์

1. เป็นที่รักของบรรดาเทพ พรหม ตลอดจนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย
2. จิตอันเป็นมหาเมตตาย่อมบังเกิดขึ้น
3. สามารถตัดขาดความอาฆาต ดับอารมณ์เหี้ยมโหดเค
ยดแค้นในใจลงได้
4. ปราศจากโรคภัยร้ายแรงมาเบียดเบียนร่างกาย
5. มีอายุมั่นขวัญยืน
6. ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากเทพทั้งปวง
7. ยามหลับนิมิตเห็นแต่สิ่งที่ดีงามเป็นสิริมงคล
8. ย่อมระงับการจองเวร สลายความอาฆาตแค้นซึ่งกันและกัน
9. สามารถดำรงอยู่ในกระแสพระนิพพาน ไม่พลัดหลงตกลงสู
อบายภูมิ
10. ทันทีที่ละสังขารจากโลกนี้ จิตจะมุ่งสู่สุคติภพ

อานิสงส์การจัดสร้างพระพุทธรูปหรือสิ่งพิมพ์อันเกี่ยวกับพระธรรมคำสอนเป็นกุศลดังนี้
1. อกุศลกรรมในอดีตชาติแต่ปางก่อน จะเปลี่ยนจากหนักเป็นเบา จากเบาเป็นสูญ
2. สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง สรรพภยันตรายสลาย ปวงภัยไม่มี คนคิดร้ายไม่สำเร็จ
3. เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติแต่ปางก่อน เมื่อได้รับส่วนบุญไปแล้วก็จะเลิกจองเวรจองกรรม
4. เหล่ายักษ์ผีรากษส งูพิษเสือร้าย ไม่อาจเป็นภัยอยู่ในที่ใดก็แคล้วคลาดจากภัย
5. จิตใจสงบ ราศีผ่องใส สุขภาพแข็งแรง กิจการงานเป็นมงคล รุ่งเรืองก้าวหน้าผู้คนนับถือ
6. มั่นคงในคุณธรรม ความอุดมสมบูรณ์ปรากฏ (เกินความคาดฝัน) ครอบครัวสุขสันต์   วาสนายั่งยืน
7. คำกล่าวเป็นสัจจ์ ฟ้าดินปราณี ทวยเทพยินดี มิตรสหายปรีดา หนี้สินจะหมดไป
8. คนโง่สิ้นเขลา คนเจ็บหายได้ คนป่วยหายดี ความทุกข์หายเข็ญ   สตรีจะได้เกิดเป็นชายเพื่อบวช
9. พ้นจากมวลอกุศล เกิดใหม่บุญเกื้อหนุน มีปัญญาล้ำเลิศ บุญกุศลเรืองรอง
10. สิ่งที่สร้างจะบังเกิดเป็นกุศลจิตแก่ทุกคนที่ได้พบเห็นเป็นเนื้อนาบุญอย่างเอนกทุกชาติของผู้สร้างที่เกิดจะได้ฟังธรรมจากพระอริยเจ้าปัญญาในธรรมแก่กล้าสามารถได้อภิญญาหก สำเร็จโพธิญาณ
 

อานิสงส์การบวชพระบวชชีพรามณ์    
( บวชชั่วคราวเพื่อสร้างบุญ , อุทิศให้พ่อแม่เจ้ากรรมนายเวร )
1. หน้าที่การงานจะเจริญรุ่งเรือง ได้ลาภ ยศ สรรเสริญตามปรารถนา
2. เจ้ากรรมนายเวรจะอโหสิกรรม หนี้กรรมในอดีตจะคลี่คลาย
3. สุขภาพแข็งแรง สติปัญญาแจ่มใส ปัญหาชีวิตคลี่คลาย
4. เป็นปัจจัยสู่พระนิพพานในภพต่อๆไป
5. สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง โพยภัยอันตรายผ่อนหนักเป็นเบา
6. จิตใจสงบ ปล่อยวางได้ง่าย มองเห็นสัจธรรมแห่งชีวิต
7. เป็นที่รักที่เมตตามหานิยมของมวลมนุษย์มวลสัตว์และเหล่าเทวดา
8. ทำมาค้าขึ้น ไม่อับจน การเงินไม่ขาดสายไม่ขาดมือ
9. โรคภัยของตนเอง ของพ่อแม่ และของคนใกล้ชิดจะเบาบางและรักษาหาย
10. ตอบแทนพระคุณของพ่อแม่ได้เต็มที่สำหรับผู้ที่บวชไม่ได้เพราะติดภาระกิจต่างๆ   ก็สามารถได้รับอานิสงส์เหล่านี้ได้ด้วยการสร้าง

คนให้ได้บวชสนับสนุนส่งเสริมอาสา การให้คนได้บวช

        ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างบุญที่ยกขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงอานิสงส์ที่ท่านพึงจะได้รับจงเร่งทำบุญเสียแต่วันนี้ เพราะเมื่อท่านล่วงลับท่านไม่สามารถสร้างบุญได้อีกจนกว่าจะได้เกิด หากท่านไม่มีบุญมาหนุนนำแรงกรรมอาจดึงให้ท่านไปสู่ภพเดรัจฉาน ภพเปรต ภพสัตว์นรกที่ไม่อาจสร้างบุญสร้างกุศลได้ต่อให้ญาติโยมทำบุญอุทิศให้ก็อาจไม่ได้รับบุญดังนั้นท่านจงพึ่งตนเองด้วยการสร้างสมบุญบารมีซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ท่านจะนำติดตัวไปได้ทุกภพทุกชาติเสียแต่วันนี้ด้วยเทอญ


*****การให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง****
4月21日

ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพถวาย กลด+เสื่อ

ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพถวาย  กลด+เสื่อ เพื่อให้พระสงฆ์สามเณรใช้ในการปฎิบัติธรรมในการธุดงค์วัตร
 
ถวายกลด+อนิสงค์จะมีที่อยู่ที่อาศัยไม่ต้องเร่ร่อนจะได้มีที่มีทางมีทรัพย์ไว้ให้ลูกหลาน
ได้มีที่อยู่อาศัย
 
ถวายเสื่อ+อนิสงค์จะทำให้ครอบครัวมีความรักสามัคคีกลมเกรียวกัน ไม่แตกแยกเปรียบ
              เสมือนเสื่อที่มีเส้นด้ายมารวมกันทำให้เกิดความเหนียวและคงทน
 
 
บูชากลด1ชุด  เท่ากับศีลพระสงฆ์  227  บาท
 
เสื่อ1ผืน เท่ากับพระคาถา 99  นำโชคมาให้จะได้มีความก้าวหน้า
 
ถ้าทำ 1 ชุด  รวมกันชุดละ  300 บาท

ถวายบุญที่   พระครูสุวิมลกาญจนวัฒน์(อุทัย)  วัดพุทโธพุเย  ต.ชะแล    อ.ทองผาภูมิ

จ.กาญจนบุรี
 
กรุณาแจ้งชื่อและนามสกุลผ่านมาด้วย  ส่งบุญมาได้ทาง ธนาคารกรุงเทพ สามพราน
หมายเลขบัญชี  166-080667-8  ชื่อบัญชี  ธงไชย  ภูมิแสน

086-9805-099

x_300.co.th@hotmail.com

 

3月11日

เราต้องการของดี คนดีก็จำต้องฝึก

. . . ฝึกจนดี . . .

จะพ้นการฝึกไปไม่ได้

งานอะไรก็ต้องฝึกทั้งนั้น

ฝึกงาน ฝึกคน ฝึกสัตว์ ฝึกตน ฝึกใจ

นอกจากตายแล้ว จึงหมดการฝึก

คำว่า " ดี " จะเป็นสมบัติของผู้ฝึกดีแล้วแน่นอน

. . .
ผู้เห็นคุณค่าของตัว . . .

จึงควรเห็นคุณค่าของผู้อื่น

ว่ามีความรู้สึกเช่นเดียวกัน

ไม่เบียดเบียนทำลายกัน

. . .
ผู้มีศีลสัตย์ . . .

เมื่อทำลายขันธ์ไปในสุคติในโลกสวรรค์ ไม่ตกต่ำ

. . .
เ พ ร า ะ . . .

อำนาจศีลคุ้มครองรักษาและสนับสนุน

จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะพากันรักษาให้บริบูรณ์

ธรรมสั่งสอนแล้ว

ควรจดจำให้ดี ปฎิบัติให้มั่นคง

จ ะ เ ป็ น ผู้ ท ร ง คุ ณ ส ม บั ติ ทุ ก อ ย่ า ง

แ น่ น อ น . . .

การศึกษาธรรมด้วยการอ่านการฟัง

สิ่งที่ได้ก็คือ สัญญา ( ความจำได้ )

การศึกษาธรรมด้วยการลงมือปฎิบัติ

สิ่งที่เป็นผลของการปฎิบัติคือ ภูมิธรรม

การปฎิบัติให้มุ่งปฎิบัติเพื่อสำรวม เพื่อความละ

เพื่อคลายความกำหนัดยินดี เพื่อความดับทุกข์

ไม่ใช่เพื่อเห็นสวรรค์วิมาน

หรือแม้แต่พระนิพพานก็ไม่ต้องไปตั้งเป้าเพื่อจะเห็นทั้งนั้น

ให้ปฎิบัติไปเรื่อยๆ ไม่ต้องอยากเห็นอะไร

เพราะนิพพานมันเป็นของว่าง ไม่มีตัวตน

หาที่ตั้งไม่มี หาที่เปรียบไม่ได้ ปฎิบัติไปจึงรู้เอง

. . .
ผู้ที่ปฎิบัติที่แท้จริงนั้น . . .

ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงชาติหน้าชาติหลัง

หรือนรก สวรรค์อะไรก็ได้

ให้ตั้งใจปฎิบัติให้ตรง ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างแน่วแน่ก็พอ

ถ้าสวรรค์มีจริงถึง ๑๖ ชั้นตามตำรา

ผู้ปฎิบัติดีแล้วย่อมได้เลื่อนฐานะของตนโดยลำดับ

หรือถ้าสวรรค์นิพพานไม่มีเลย ผู้ปฎิบัติดีแล้วในขณะนี้

ก็ย่อมไม่ไร้ประโยชน์ ย่อมอยู่เป็นสุข

เป็น

. . .
มนุษย์ชั้นเลิศ . . .

 

 
1月24日

ลักษณะของสัตว์นรก แบ่งตามกรรมที่ปฏิบัติได้ดังนี้คือ

 

1.ยักษ์ อสุรกาย
เป็นผู้ขาดศีล 5 ข้อที่ 1 คือ ปานาติปาตาเวรมณี พระพุทธศาสนาบรรยายคุณลักษณะของยักษ์ไว้ว่า ร่างกายกำยำ มีอาวุธประจำกาย เป็นผู้มักโกรธ ตาแดงเนืองนิจ ผู้มีคุณสมบัติดังกล่าวคือผู้ขาดศีลข้อที่ 1 เป็นผู้มักเบียดเบียนผู้อื่น


2.
เปรต

ได้แก่ ผู้ขาดศีล 5 ข้อที่ 2 คือชอบเอาสิ่งของของผู้อื่นที่เจ้าของเขาไม่ให้ พระพุทธศาสนาบรรยายคุณลักษณะของเปรตไว้ว่า เป็นผู้เห็นแก่กินเป็นใหญ่ มีแขนขายาว ตัวสูง ผอม บางรายจะมีปากเล็กเพราะอดอยาก


3.
เดรัจฉาน เป็นผู้ขาดศีล 5 ข้อที่ 3

ลักษณะเดรัจฉาน คือผู้เป็นผู้ชอบมั่วในกามโดยไม่เลือกว่าเป็นลูกเมียของผู้อื่น ไม่รู้ว่าเป็นผู้สืบเชื้อสายเดียวกัน เป็นวงศาคณาญาติกัน ไม่เลือกเวลา สถานที่ ควบคุมอารมณ์ทางเพศไม่ได้


4.
ผี เป็นผู้ขาดศีล 5 ข้อที่ 4

มีลักษณะเป็นผู้ชอบโกหกหลอกลวงผู้อื่น แม้สิ้นชีวิตไปแล้วก็จะคอยหลอกหลอนผู้อื่น


5.
สัตว์นรกชั้นต่ำ หมายถึงผู้ผิดศีล 5 ข้อที่ 5

เป็นผู้ชอบดื่มของมึนเมาจนครองสติไม่อยู่ จึงทำให้ทำผิดศีลข้ออื่น

 

ได้โดยง่าย เพราะขาดสติ และทำให้มีพฤติกรรมของสัตว์ทั้ง 4 ประเภทข้างต้น และซ้ำร้ายสามารถแสดงพฤติกรรมต่าง ๆโดยไร้สติ จึงถือเป็นพฤติกรรมของสัตว์นรก

ศีล 5 กับการเปลี่ยนภพชาติ **

 



การเปลี่ยนภพชาติตามหลักในพระพุทธศาสนา เปลี่ยนได้ 2 ลักษณะ คือ
1.เปลี่ยนภพชาติขณะยังมีชีวิตอยู่

2. เปลี่ยนภพชาติเมื่อสิ้นชีวิตแล้ว
การเปลี่ยนภพชาติจะเปลี่ยนแปลงไปตามกรรม และเปลี่ยนไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่าจะหมดกรรม (หมดกิเลส หรือหมดกรรมกิเลส) หากเราสังเกตชีวิตของเราหรือคนรอบข้างอย่างมีสติ เราจะเห็นชัดเจนว่าการเปลี่ยนภพชาติเป็นไปตามกรรมที่เรากระทำ

การส่งผลของกรรมจะส่งผลช้าหรือเร็วนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้ คือ

1. ความหนักเบาของกรรม กรรมที่มีน้ำหนักมาก จะส่งผลเร็ว กรรมที่มีน้ำหนักน้อย จะส่งผลช้า (ความหนักเบาของกรรมขึ้นอยู่กับเจตนาหรือความตั้งใจกรรมนั้น ๆ)

2. สิ่งแวดล้อม ที่คอยอุปถัมภ์ค้ำชูหรือคอยบั่นทอน เช่น มีพ่อแม่ ครูอาจารย์คอยปกป้องคุ้มครอง หรือมีมารมาผจญเร่งให้ผลกรรมส่งผลเร็วขึ้น
3.
ระยะเวลาในการส่งผล กล่าวคือเป็นไปตามโอกาส เช่น ช่องโหว่ระหว่างกรรมดีกับกรรมชั่ว โดยเป็นไปตามน้ำหนักหรือความรุนแรงของกรรมนั้น ๆ

4. โลกอื่น ๆ หรือ สังคมอื่น ซึ่งมีอิทธิพลต่อโลก อื่น สังคมอื่น หรือคนอื่น ๆ


ผลกรรมเนื่องจากการทุศีล ศีล 5

ผิดศีล ข้อที่ 1


อย่างหนัก ตกนรก

เศษของบาป กลับมาเกิดจะเป็นคนพิการ อายุสั้น มีคู่อาฆาตจองเวร

ถ้ารักษาศีลข้อนี้ได้ จะมีร่างกายสมส่วน มีกำลังมาก ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีกิริยาวาจาเรียบร้อย อ่อนโยน มีวาจาไพเราะ อายุยืน จะไม่ตายด้วยอุบัติเหตุ

 

ผิดศีล ข้อที่ 2


อย่างหนัก ตกนรก

เศษของบาป เกิดเป็นคนจนฝืดเคือง สมบัติที่หามาได้ จะพินาศเสียหายเพราะภัยพิบัติต่าง ๆ

ถ้ารักษาศีลข้อนี้ได้ จะมีทรัพย์สินมาก ทำมาหากินคล่อง สมบัติเกิดง่าย จะรักษา
สมบัติที่หามาได้ก็จะรักษาและครอบครองไว้ได้ ไม่สูญหายจากภัยพิบัติต่าง ๆ จะไม่สูญเสียของรัก อยู่ที่ไหนก็มีความสุข

ผิดศีล ข้อที่ 3


อย่างหนัก ตกนรก

เศษของบาป จะมีชีวิตอยู่ก็จะถูกดูถูกดูแคลน มีศัตรูรอบด้าน เกิดชาติต่อ ๆ ไป จะบกพร่องทางเพศ ตามกำลังกำที่ทำ เช่น เป็นกะเทย เป็นโสเภณี หรือเจ็บช้ำน้ำใจเพราะคู่ครอง

ถ้ารักษาศีลข้อนี้ได้ จะไม่มีศัตรู เป็นที่รักของทุกคน ไม่ต้องเกิดเป็นหญิงอีก แต่ถ้าเกิดเป็นหญิงก็จะเป็นกุลสตรี เป็นผู้มีอำนาจมาก ครอบครัวอบอุ่นมีความสุข

 

ผิดศีล ข้อที่ 4


อย่างหนัก ตกนรก

เศษของบาป พูดจาไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีใครเชื่อถือ ปากมีกลิ่นเหม็น จะถูกใส่ความเรื่อย ๆ ไป

♥☺ ถ้ารักษาศีลข้อนี้ได้ ต่อไปภายหน้าจะเป้นคนตัดสินใจเฉียบขาด ไม่พลาดพลั้งใน

การพูด พูดจาคนจะเชื่อถือ กลิ่นปากจะหอม ฟันสวยเรียบสม่ำเสมอ ไม่พูดติดอ่าง ริมฝีปากสีแดง ผิวพรรณผ่องใส

ผิดศีล ข้อที่ 5


อย่างหนัก ตกนรก

เศษของบาป เกิดในภพชาติต่อไปจะเป็นคนปัญญาอ่อน วิกลจริต

ถ้ารักษาศีลข้อนี้ได้ จะเป็นคนมีสติปัญญาดี เฉียบแหลม ไม่วิกลจริต มี วาจาอ่อนหวานไพเราะมีบุคลิกดี

 

ศีล 5 กับการเปลี่ยนภพชาติ

  ศีล 5 ปฏิบัติศีล 5 เพื่อละ เพื่อลด เพื่อเลิก..ไม่ฆ่า ไม่ลัก ไม่เจ้าชู้ ไม่โกหกและไม่ขี้เมา เพื่อให้เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์

 

ความสำคัญของศีล 5..ทำให้คนเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์..เตรียมการเข้าสู่โลกที่มีแต่ความสงบสุข ทุกคนมีความเสมอภาค เท่าเทียมกัน โลกที่เต็มไปด้วยความไม่เบียดเบียนกันและกัน ..

(
เตรียมการเข้าสู่โลกพระศรีอาริย์เมตตรัย..โลกที่เต็มไปด้วยความเมตตา)



ศีล 5 ได้แก่

ปานาติปาตตาเวรมณี สิกขา ปะทังสมาทิยามิ
ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท เว้นจากการฆ่าสัตว์


อทินนาทานาเวรมณี สิกขา ปะทังสมาทิยามิ
ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท เว้นจากการลักทรัพย์

กาเมสุมิจฉาจาราเวรมณี สิกขา ปะทังสมาทิยามิ
ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท เว้นจากการประพฤติผิดในกาม

มุสาวาทาเวรมณี สิกขา ปะทังสมาทิยามิ
ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท เว้นจากการพูดเท็จ

สุราเมรยมัชฌปมาทัฏฐานาเวรมณี สิกขา ปะทังสมาทิยามิ
ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท เว้นจากการดื่มของมึนเมาจนครองสติไม่ได้


ศีล 5 กับความเป็นมนุษย์ มนุษย์ หมายถึงผู้มีใจสูง

เพราะปฏิบัติตามหลักศีล 5 ได้บริบูรณ์ ผู้ที่ปฏิบัติตามศีล 5ได้ไม่ครบทุกข้อ เรียกว่า คน เพราะในแต่ละวันจะคิดดีคิดชั่ว ขึ้นสวรรค์ ลงนรก วันละหลายรอบ เดี๋ยวคิดดีเดี๋ยวคิดร้ายระคนปนกันไปไม่สิ้นสุด บางเวลาเกิดมีความเมตตาสงสารบางเวลาคิดฆ่า บางเวลาไม่ต้องการของของคนอื่น แต่บางวัน
บางเวลากลับแอบเอาของคนอื่นมาเป็นของตนเอง ตามหลักพระพุทธศาสนาเชื่อว่าสัตว์ทุกชนิดสามารถพัฒนาให้เป็นมนุษย์ได้ และเมื่อใดเป็นมนุษย์ได้ ก็สามารถประกอบกรรมที่จะยกตนให้สูงกว่ามนุษย์ได้ เช่น

เป็นเทวดา โดยปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของศีล 5 และปฏิบัติศีลเพิ่มอีก 2 ข้อ คือหิริโอตัปปะ

 

เป็นพระพรหม โดยปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของศีล 5และปฏิบัติศีลเพิ่มอีก 4 ข้อ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

 

เป็นพระอินทร์ โดยปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของศีล 5 และ

 

ปฏิบัติศีลเพิ่มอีก 7 ข้อ คือ 1.ให้ทานตลอดชีพ 2.ไม่โกหกตลอดชีพ 3.ไม่พูดหยาบตลอดชีพ 4. เลี้ยงดูบิดามารดา

 

ตลอดชีพ 5. 6. 7. เพราะคนเป็นสัตว์ที่ประเสริฐกว่าสัตว์อื่น ๆ จึงสามารถพัฒนาตนเป็นมนุษย์ได้ดีกว่า

สัตว์อื่นเร็วกว่าสัตว์อื่น และสามารถเลื่อนภพชาติตนอยู่ในภพภูมิที่สูงขึ้นดีกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ

ส่วนคนที่ไม่สามารถพัฒนาตนเป็นมนุษย์ได้ก็จะอยู่ในภพภูมิที่เรียกว่านรก หรือเรียกว่า สัตว์นรก

 

บทเตือนสติตน

    

     หนทางการดำเนินชีวิตของคนเรา ล้วนตกอยู่ในโลกของความผูกพัน (รัก โลภ โกรธ หลง) อยู่กับสิ่งที่เป็นอนิจจัง ด้วยเหตุนี้ จึงไม่สามารถหลุดพ้นจากวังวนแห่งทะเลทุกข์ได้ ทำให้ชีวิตต้องตกอยู่ในความมืดมนอันธการสับสนและสูญเปล่าอย่างไร้ค่า

     ในยุคปัจจุบันถึงกำหนดกาลปกโปรดเผยแพร่หลักสัจธรรมเพื่อเป็นหนทางสู่ความหลุดพ้น ผู้ที่โชคดีจึงได้รับการถ่ายทอดหลักสัจธรรมรู้หนทางการหลุดพ้น จะละเลยไม่ได้ที่จะต้องเอาใจใส่ในการสร้างคุณงามความดี เสริมสร้างคุณธรรมบารมีและเป็นผู้ที่มีจิตสำนึกที่ดี อีกทั้งต้องหมั่นคอยสำรวจตรวจสอบและเตือนสติตนเองอยู่เสมอ

ตราบใดที่มนุษย์ยังต้องอ่านหนังสือเพื่อแสวงหาความเข้าใจและแนวทางการดำเนินชีวิต บทเตือนสติตนเองคงจะให้ประโยชน์กับท่านได้ไม่มากก็น้อย


พระโอวาทพระอาจารย์จี้กง

1. รู้จักพอ เป็นโชคเป็นลาภ นำมาซึ่งความสุข
ไม่รู้จักพอ เป็นคนโลภ นำมาซึ่งการเวียนว่าย

2.
รู้จักหยุดภายในให้สงบ เป็นความร่มเย็นของจิตใจ นำมาซึ่งนิพพาน
ไม่รู้จักภายในให้สงบ เป็นคนวุ่นวาย นำมาซึ่งความเดือดร้อน

3.
รู้จักวาง เป็นผู้เจริญ นำมาซึ่งไร้พันธนาการ
ไม่รู้จักวางเป็นคนยึด นำมาซึ่งความวุ่นวาย

4.
รู้จักใช้ปัญญาเป็นผู้รู้ตื่น นำมาซึ่งความเบิกบาน
ไม่รู้จักใช้ปัญญา เป็นคนโง่เขลา นำมาซึ่งการวุ่นวาย

5.
รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น เป็นผู้เมตตา นำมาซึ่งความสุข
ไม่รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น เป็นคนเห็นแก่ตัว นำมาซึ่งยากเข็ญ

6.
รู้จักอภัย เป็นผู้มีธรรม นำมาซึ่งความผาสุข
ไม่รู้จักอภัย เป็นคนช่างจดช่างจำ นำมาซึ่งความโดดเดี่ยว

7.
รู้จักเมตตาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ นำมาซึ่งธรรม
ไม่รู้จักเมตตาไร้ซึ่งธรรม นำมาซึ่งความเดือนร้อนวุ่นวาย

8.
รู้จักบำเพ็ญธรรม เป็นผู้น่าเลื่อมใส นำมาซึ่งการหลุดพ้น ไม่รู้จักบำเพ็ญธรรม เป็นคนน่าเวทนา นำมาซึ่งการเวียนว่าย

9.

รู้จักดีชั่วเป็นผู้กำลังบำเพ็ญ นำมาซึ่งการเจริญรอยตามพุทธะ
ไม่รู้จักดีชั่ว เป็นผู้มืดมน นำมาซึ่งการเวียนว่าย

10.
รู้จักเกรงกลัวต่อบาป เป็นผู้ยำเกรงต่อกฎฟ้าดิน นำมาซึ่งความบริสุทธิ์
ไม่รู้จักเกรงกลัวต่อบาป เป็นผู้ถือตน นำมาซึ่งความเดือดร้อน

11.
รู้จักธรรม เป็นผู้มีปัญญา นำมาซึ่งแจ่มแจ้ง
ไม่รู้จักธรรม เป็นผู้มืดมน นำมาซึ่งความลุ่มหลง

12.
รู้จักสัจธรรม เป็นผู้กระจ่างโลก นำมาซึ่งความสว่าง
ไม่รู้จักสัจธรรม เป็นผู้ลุ่มหลง นำมาซึ่งมืดมน

13.
รู้จักช่วยเหลือตนเองและผู้อื่น เป็นผู้กระจ่างธรรม นำมาซึ่งความอบอุ่น
ไม่รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น เป็นคนเห็นแก่ตัว นำมาซึ่งโดดเดี่ยว

14.
รู้จักผันแปรกฎแห่งกรรม เป็นผู้มีปัญญา นำมาซึ่งสุข
ไม่รู้จักผันกฎแห่งกรรม เป็นผู้มืดมน นำมาซึ่งทรมาน

15.

รู้จักหน้าตาของตนที่แท้จริง เป็นผู้แยบยล นำมาซึ่งการหลุดพ้น
ไม่รู้จักหน้าตาที่แท้จริง เป็นคนลุ่มหลง นำมาซึ่งความมืดมน

16.
รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นผู้น่ายกย่อง นำมาซึ่งจริยา
ไม่รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นผู้เย่อหยิ่ง นำมาซึ่งผู้อื่นไม่ชื่นชอบ

17.
รู้จักรักษามิตรไมตรี เป็นที่ชื่นชอบ นำมาซึ่งสมานฉันท์
ไม่รู้จักรักษามิตรไมตรี เป็นผู้โดดเดี่ยว

18.
รู้จักชีวิต เป็นผู้กว้างขวาง นำมาซึ่งปัญญา
ไม่รู้จักชีวิต เป็นผู้ลุ่มหลง นำมาซึ่งมืดมน

19.
รู้จักยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นชัยต่อชีวิต นำมาซึ่งเบิกบาน
ไม่รู้จักยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นคนอมทุกข์ นำมาซึ่งความมืดมน

20.
รู้จักถนอมบุญสัมพันธ์ เป็นที่ชื่นชอบ นำมาซึ่งอนาคต
ไม่รู้จักถนอมบุญสัมพันธ์ เป็นคนขาดคุณธรรม นำมาซึ่งโดดเดี่ยว

21.
รู้จักอดทน เป็นยอดคน นำมาซึ่งศรัทธา
ไม่รู้จักอดทน เป็นคนอ่อนแอ นำมาซึ่งปัญหา

22.
รู้จักระวัง เป็นคนรอบคอบ นำมาซึ่งความละเอียดอ่อน
ไม่รู้จักระวัง เป็นคนประมาท นำมาซึ่งเดือดร้อน

23.
รู้จักใช้วาจา เป็นศรีแก่ตัว นำมาซึ่งจริยา
ไม่รู้จักใช้วาจา เป็นคนเลอะเลือน นำมาซึ่งภัย

24.
รู้จักถนอมกาย เป็นศรีแก่ตัว นำมาซึ่งสรรเสริญ
ไม่รู้จักถนอมกาย เป็นคนลุ่มหลง นำมาซึ่งมืดมน

25.
รู้จักประมาณตน เป็นผู้น่าเลื่อมใส นำมาซึ่งจริยา
ไม่รู้จักประมาณตน เป็นคนถือตน นำมาซึ่งภัย

26.
รู้จักวางตน เป็นศรีแก่วงศ์ตระกูล นำมาซึ่งเลื่อมใส
ไม่รู้จักวางตน เป็นคนอวดดี นำมาซึ่งผู้อื่นไม่ชื่นชอบ

27.
รู้จักประหยัด เป็นผู้ถนอมบุญ นำมาซึ่งวาสนา
ไม่รู้จักประหยัด เป็นคนฟุ่มเฟือย นำมาซึ่งความเดือดร้อน

28.
รู้จักสร้างบุญบารมี เป็นฐานของผู้บำเพ็ญ นำมาซึ่งรู้แจ้ง
ไม่รู้จักสร้างฐานบารมี เป็นผู้มืดมน

29.
รู้จักทุกข์ เป็นผู้รู้สัจชีวิต นำมาซึ่งรู้ตื่น
ไม่รู้จักทุกข์ เป็นคนวุ่นวาย นำมาซึ่งเดือดร้อน

30.
รู้จักสุข เป็นผู้รู้สัจชีวิต นำมาซึ่งรู้ตื่น
ไม่รู้จักสุข เป็นคนวุ่นวาย นำมาซึ่งเดือดร้อน

1月12日

ธรรมใดใด

ธรรมใดใด ถ้าไม่นำ ปฏิบัติ
ธรรมนั้นจัด ไม่ใช่ธรรม ดอกคุณจ๋า
ธรรมใดใด ปฏิบัติ ทุกเวลา
ธรรมนั้นหนา คือธรรม ประจำใจ

ธรรมล้วนมี อยู่แล้ว ที่จิตเจ้า
เพราะขัดเกลา จากสังคม ที่ไหนไหน
ธรรมล้วนเป็น สิ่งที่ กระทำไป
ทั้งกายใด วาจาจิต จงคิดดู

เพราะปีใหม่ เลื่อนไหลมา ข้าฯจึงสอน
เป็นคำกลอน กรองร้อย ให้พวกสู
ธรรมอันใด พวกเจ้า จงใฝ่รู้
เพราะธรรมอยู่ กายใจเจ้า จงเฝ้ามอง

ปีใหม่เข้า ปีเก่าพ้น ตามศักราช
ที่เหล่าปราชญ์ สร้างเพื่อชน คนทั้งผอง
ซึ่งล้วนคิด ว่าแก่ลง มิหวังปอง
ล้วนจะต้อง ไม่อยาก จากโลกเรา

แต่ที่สุด ก็ต้องตาย หายจากโลก
สร้างความโศก ให้ญาติ เกิดหงอยเหงา
อย่าประมาท ทั้งกายใจ จงคอยเฝ้า
ประพฤติเอา เหล่าศีลธรรม นำใจเอย.....


8月30日

ข้อดีของความทุกข์ และ ความสุข

ข้อดีของความทุกข์
1.ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น
2.ทำให้รู้ถึงค่าของความสุข
3.ทำให้เรามีความสามารถมากขึ้น
4.ทำให้เรามีสิ่งที่ต้องทำ(ทำเพื่อให้หายทุกข์ )
5.ทำให้เรามีประสบการณ์ในการแก้ปัญหามากขึ้น
6.ทำให้เรามีความอดทนมากขึ้น
7.ทำให้ความสุขมีค่ามากขึ้น
8.ทำให้มีความระมัดระวังมากขึ้น
9.ทำให้เรามองโลกกว้างมากขึ้น
10.ทำให้เราเห็นได้ว่าใครคือคนที่เป็นที่พึ่งยามยากของเรา
11.ทำให้เราได้รู้ว่ามีใครบ้างที่ห่วงเรา
12.ทำให้เราได้รู้ว่ามีใครบ้างที่เป็นมิตรแท้ของเรา
13.ทำให้รู้ได้ว่าเพื่อนของเรามีความสามารถแค่ไหน
14.ทำให้เรารู้ว่าใครมีความสามารถขนาดไหน
15.ทำให้เรารู้ได้ว่ามีคนไหนที่รักเราจริง
16.ทำให้เรารู้ว่าการหัวเราะเป็นสิ่งจำเป็น
17.ทำให้เราพยายามที่จะมองโลกในแง่ดีมากขึ้น
18.ทำให้เรามาค้นหาข้อดีของความทุกข์

ข้อดีของการทำใจให้เป็นสุข
1. ทำให้เราสดชื่นขึ้น
2. ทำให้ไม่อยากคิดเรื่องทุกข์
3. ทำให้เรามีความสามารถมากขึ้น
4. ทำให้เรามีสิ่งที่ต้องทำเพื่อเพิ่มเติมความสุข
5. ทำให้เรามีแนวความคิดทางด้านดี
6. ทำให้เรามีความมุ่งหมายให้คนอื่นมีสุขมากขึ้น
7. ทำให้ความทุข์หมดค่า
8. ทำให้มีอยากรักษาความสุขเอาไว้เสมอๆ
9. ทำให้เรามองโลกกว้างมากขึ้น
10. ทำให้เราเห็นได้ว่าใครคือคนที่ดีในสายตาเรา
11. ทำให้เราได้รู้ว่ามีใครบ้างที่คิดดีกับเรา
12. ทำให้เราได้รู้ว่ามีใครบ้างที่เป็นมิตรเรา
13. ทำให้เราได้ว่าแสดงให้เห็นว่าเรามีความสามารถแค่ไหน
14. ทำให้เรารู้ว่าความอิ่มเอมเป็นเช่นใด
15. ทำให้เรารู้ได้ว่าเรารักใคร
16. ทำให้เรารู้ว่าการหัวเราะเป็นเพียงสิ่งที่นำมาซึ่งความสุข
17. ทำให้เรามองโลกในแง่ดีมากขึ้น
18. ทำให้เรามาค้นหาการกำจัดความทุกข์
19. ทำให้ชีวิตคนรอบข้างมีสุขตามเรา
20. ทำให้งานมีคุณภาพ
21. ทำให้สังคมสดชื่น
22. ทำให้คนอื่นๆอยากคบหาสมาคมกับเรา
23. ทำให้ทำสิ่งใดก็มีแต่คนช่วยเหลือ..
24. ทำให้เราได้ทำจิตให้สงบ
25. ทำให้เราได้ปลงกับกับความสุข
26. ทำให้เรามองความสุขเป็นเรื่องที่ต้องมี
27. ทำให้คนรอบข้างอยากมีความสุข
28. ทำให้เรื่องทุกข์ไม่เกิดขึ้น
29. ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น...
30. ทำให้ความสุข เป็นความสุขยิ่งขึ้น...

11月2日

มหัศจรรย์ของการสวดมนต์

Ø มหัศจรรย์ของการสวดมนต์

    อาตมา (สมเด็จโต) ได้เห็นอานิสงส์ของการสวดมนต์ด้วยตัวอาตมาเอง ในสมัยที่อาตมาได้  ออกเดินธุดงค์ในป่าเป็นเวลา 15 ปี โดยอาศัยอยู่ในเขตดงพญาไฟ ซึ่งเป็นเขตที่อยู่ใกล้ชายแดนของประเทศเขมร ในสมัยนั้นเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ และภูติผี วิญญาณ ตลอดจนชาวบ้านที่มีเวทมนต์คาถา และเล่นคุณไสยกันอยู่อย่างมากมายในอาณาบริเวณชายแดนแห่งประเทศสยามในตอนนั้น อาตมาได้เดินธุดงค์แต่เพียงลำพัง ในช่วงนั้นอาตมามิได้ศึกษาในพระเวท  มนต์คาถาอาคมใดเลย

นอกจากคำว่า  พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ   ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ    สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ซึ่งมีความหมายว่า ข้าพเจ้าขอยึดมั่น พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง พระธรรมเป็นที่พึ่ง พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง อาตมาไปที่แห่งหนตำบลใด ก็จะกล่าวเพียงคำนี้ตลอดเวลาของจิตใจอันเป็นที่พึ่งของอาตมา

อาตมาเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านชายแดนแห่งประเทศสยาม ในดงพญาไฟขณะนั้น ในหมู่บ้านมีชาวบ้านอาศัย  อยู่เพียงเล็กน้อยอาตมาจึงได้ปักกลดอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน มีชาวบ้านนำอาหารมาถวายตามกำลังที่เขาจะพอ  ทำได้เมื่อเห็นมีพระภิกษุมาปักกลดในที่แห่งนั้น

อาตมาอาศัยอยู่ที่นั้นเป็นระยะเวลาหลายปี และ ณ  ที่แห่งนั้นอาตมาจึงได้พบคุณวิเศษแห่งการสวดมนต์

มีชาวบ้านผู้หนึ่งได้เข้ามาสนทนากับอาตมาหลังจากได้ถวายอาหารแล้ว ชาวบ้านผู้นั้นอาตมา  ทราบชื่อภายหลังว่าชื่อ นายผลนายผลได้เล่าให้อาตมาฟังว่า เขาเป็นผู้ฝึกเวทย์มนต์คาถาอาคม เล่าเรียนจนมีญาณแก่กล้า และมักจะทดสอบเวทย์มนต์คาถาอาคมแก่พระภิกษุสงฆ์ที่เดินทางมาปักกลด ณ บริเวณนี้เป็นประจำ เขาเล่าให้อาตมาฟังว่าเขาได้ส่งอำนาจคุณไสยเข้ามาทำร้ายอาตมาทุกคืน แต่ ไม่ได้หวังทำร้ายเป็นบาปเป็นกรรมถึงตาย เพียงแต่ต้องการทดสอบดูว่าภิกษุรูปนั้น จะมีวิชาอาคมแก่กล้าสามารถที่จะต่อสู้กับคุณไสยเขาได้หรือไม่ นายผลก็ได้ทำคุณไสยใส่อาตาถึง 7 วัน เต็มๆ ไม่ว่า  จะเป็นการปล่อยควายธนู หรือปล่อยหนังควาย ปล่อยตะขาบ ตลอดจนภูติพรายเข้ามาทำร้ายอาตมา แต่ปรากฏสิ่งที่ปล่อยมาก็ไม่สามารถเข้ามาทำร้ายอาตมาได้ เลยวันนี้จึงได้มากราบเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับอาตมา อาตมาจึงได้บอกว่าตัวอาตมาเองไม่ได้  ศึกษาพระเวทย์มนต์คาถา หรือคุณไสยใด นายผลก็ไม่ยอมเชื่อหาว่าอาตมาโกหก ถ้าหากไม่มีของดีแล้วไซร้ไฉนอำนาจคุณไสยดำที่เขาส่งมา จึงกลับมายังเขาซึ่งเป็นผู้กระทำ

 ไม่สามารถทำร้ายอาตมาได้  อาตมาก็พยายามชี้แจงให้เขารู้ว่า อาตมาไม่มีวิชาเหล่านี้จริง ๆ ทำให้ผลสงสัยยิ่งนักว่าเหตุใดอาตมาจึงไม่ได้รับภัยอันตรายจากอำนาจเวทมนต์คุณไสยดำที่เขาส่งมาทำร้ายได้

  อาตมาได้บอกกล่าวแก่เขาว่า เมื่ออาตมาจะนอน อาตมาก็จะสวดแต่คำว่า

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ  ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ จนจิตมีความสงบนิ่งแล้ว จึงได้แผ่ส่วนกุศลไปให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย จงอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจ  เลยอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย และอาตมาก็จำวัดนอนเป็นปกติ

 นายผล เมื่อได้ฟังดังนี้น จึงได้บอกแก่อาตมาว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ก็เช่นนั้น ข้าพเจ้าขอร้องให้  ท่านในวันนี้ ก่อนที่ท่านจะจำวัดจงหยดการสวดมนต์สัก 1 คืนได้หรือไม่ ข้าพเจ้าต้องการจะพิสูจน์ว่า การสวดมนต์ของท่านเช่นนี้ จะเป็นเกราะคุ้มครองภัยท่านหรือเป็นเพราะอำนาจเวทมนต์ถาถาในภูติผี ปิศาจของข้าพเจ้าเสื่อมกันแน่ ข้าพเจ้าของรับรองว่า จะไม่ทำอันตรายแก่ท่าอาจารย์อย่างเด็ดขาด เพียงแต่ต้องการที่จะทดสอบให้ความรู้แจ้งเห็นจริงว่าเกิดอะไรขึ้น

 อาตมาก็ตกลงรับปากแก่นายผลว่า คืนนี้จะไม่ทำการสวดมนต์ นายผลจึงได้ลากลับไป ครั้น

 ถึงเวลาพลบค่ำอาตมาก็นอนโดยมิได้ทำการสวดมนต์ตามที่ได้ปฎิบัติเป็นปกติ

 เมื่ออาตมานอนหลับไป  อาตมารู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าอาตมาได้ยินเสียง กุกกัก กุกกัก จะขึ้นมา จึงได้จุดเที่ยนและพบตะขาบใหญ่ยาวเท่าขาของอาตมากำลังเลื้อยเข้ามาอยู่ใกล้ตัวของอาตมามาก อาตมารู้สึก  ตกใจถึงหน้าถอดสี และด้วยสัญชาติญาณจึ่งกล่าวคำสวดมนต์

 พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง  สะระณัง   คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

 ด้วยจิตยึดมั่นในพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งเป็นเวลานานเท่าใดไม่ทราบได้ เสียงกุกกักและตะขาบที่อยู่ข้างหน้าก็อันตรธานหายไป

 จากนั้นอาตมาจึงได้จำวัดนอนเป็นปกติ   ในวันรุ่งขึ้น นายผลก็มาหาอาตมาและได้กล่าวว่า

>>เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าได้ปล่อยตะขาบเข้าไปในกลดที่ท่านพักนักอยู่

 >>อาตมาบอกว่า อาตมาได้ตื่นมาและตกใจ จึงได้ สวดมนต์ภาวนาตะขาบตัวนั้น ก็อันตรธานหายไป

นายผลจึงได้ยกมือพนมขึ้น แล้วกล่าวว่า บัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อแล้วว่า

 >>อำนาจเวทมนต์คาถา และ  คุณไสยใดๆ ของข้าพเจ้ามิอาจทำร้ายท่านได้  ก็เพราะอำนาจแก่การสวดมนต์ภาวนาของท่านเป็นเกราะคุ้มครองภัยอัตรายต่างๆ ได้

ที่อาตมา (สมเด็จโต) ได้เล่าให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ได้ฟังกัน

     เพื่อให้เป็นอานิสงส์ของการ  สวดมนต์ว่า   เหล่าพรหมเทพได้มาฟังการสวดมนต์จริงดังที่อาตมาได้เทศน์ไว้  เพราะถ้าไม่ใช่เหล่า  พวกพรหมเทพแล้วไซร้  ก็คงไม่สามารถที่จะขับไล่สิ่งที่เกิดจากอำนาจคุณไสย ที่นายผลส่งมาเล่นงานอาตมาได้อย่างแน่นอน

......ข้อความจากหนังสือ อมตะธรรม สมเด็จโต

10月3日

อานิสงส์ของการสวดมนต์

****อานิสงส์ของการสวดมนต์ ****


เทศนาโดย ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ดังปรากฎ

ในงานของท่านเจ้าพระยาสรรเพชรภักดี จางวางมหาดเล็กในรัชกาลที่ 4

ที่ได้นิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จโตมาเทศน์ที่บ้าน



ครั้งพบค่ำ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตพร้อมลูกศิษย์ได้เดินทางจากวัดระฆังมายัง

บ้านของท่านเจ้าพระยาสรรเพชรภักดี ซึ่งในขณะนั้นมีอุบาสก อุบาสิกา นั่ง

พับเพียบเรียบร้อยกันเป็นจำนวนมาก ด้วยต้องการสดับรับฟังการเทศน์ของท่าน

เจ้าประคุณ . ที่เรือนของท่านเจ้าพระยา


เจ้าประคุณสมเด็จโตได้ขึ้นนั่งบนธรรมาสน์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงกล่าวบูชา


พระรัตนตรัย เมื่อจบแล้วท่านจึงเทศน์เรื่อง " อานิสงส์ของการสวดมนต์ "

โดยกล่าวว่า ...


ยังมีคนส่วนใหญ่เข้าใจว่า การสวดมนต์มีประโยชน์น้อยและเสียเวลามากหรือ


ฟังไม่รู้เรื่อง ความจริงแล้วการสวดมนต์มีประโยชน์อย่างมากมาย เพราะการสวด

มนต์เป็นการกล่าวถึงคุณงามความดี ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่า

พระองค์ท่านมีคุณวิเศษเช่นไร พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์มีคุณอย่างไร

และพระสงฆ์อรหันต์อริยะเจ้ามีคุณเช่นไร การสวดมนต์ด้วยความตั้งใจจนจิตเป็น

สมาธิ แล้วใช้สติพิจารณาจนเกิดปัญญาและความรู้ความเข้าใจ ...


ประโยชน์สูงสุดของการสวดมนต์นั่นคือ จะทำให้ท่านเป็นผล จนสำเร็จ


เป็นพระอรหันต์ ที่อาตมากล่าวเช่นนี้ มีหลักฐานปรากฎในพระธรรมคำ

สอนที่กล่าวไว้ว่า ...

โอกาสที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์มี 5 โอกาสด้วยกัน คือ


1.
เมื่อฟังธรรม

2.
เมื่อแสดงธรรม

3.
เมื่อสาธยายธรรม นั่นคือ การสวดมนต์

4.
เมื่อตรึกตรองธรรม หรือเพ่งธรรมอยู่ในขณะนั้น

5.
เมื่อเจริญวิปัสนาญาณ



การสวดมนต์ในตอนเช้าและในตอนเย็นนั้นเป็นประเพณีที่ปฎิบัติกันมา ตั้งแต่

สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนา บรรดาพุทธบริษัททั้ง

หลาย ต่างพากันมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ โดยแบ่งเวลาเข้าเฝ้าเป็น 2 เวลา นั่น

คือ ตอนเช้าและตอนเย็นเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม การฟังธรรมเป็นการ

ชำระล้างจิตใจที่เศร้าหมองให้หมดไปเพื่อสำเร็จสู่มรรคผล พระนิพพาน การสวด

มนต์นับเป็นการดีพร้อมซึ่งประกอบไปด้วยองค์ทั้ง 3 นั่นคือ


1. กาย มีอาการสงบเรียบร้อยและสำรวม

2. ใจ มีความเคารพนบนอบต่อพระรัตน์ตรัย

3. วาจา เป็นการกล่าวถ้อยคำสรรเสริญถึงพระคุณอันประเสริฐใน

พระคุณทั้ง 3 พร้อมเป็นการขอขมา ในการผิดพลาดหากมี และกล่าวสักการะ

เทิดทูนที่สูงยิ่งซึ่งเราเรียกได้ว่า เป็นการสร้างกุศลซึ่งเป็นมงคลอันสูงสุดทีเดียว


อาตมาภาพ ขอรับรองแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าหากบุคคลใดได้สวดมนต์เช้าเย็น

ไม่ขาดแล้ว บุคคลนั้นย่อมเข้าสู่แดนพระอรหันต์อย่างแน่นอน การสวดมนต์นี้

ควรสวดมนต์ให้มีเสียงดังพอสมควร ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่จิตตน และ

ประโยชน์แก่จิตอื่น

- ที่ว่าประโยชน์แก่ตน คือ เสียงในการสวดมนต์จะกลบเสียงภาย

นอกไม่ให้เข้ามารบกวนจิต ก็ทำให้เกิดความสงบอยู่กับบทสวดมนต์นั้นๆ ทำให้

เกิดสมาธิและปัญญา เข้ามาในจิตใจของผู้สวด

- ที่ว่าประโยชน์แก่จิตอื่น คือ ผู้ใดที่ได้ยินได้ฟังเสียงสวดจะ

พลอยให้เกิดความรู้เกิดปัญญา มีจิตสงบลึกซึ้งตามไปด้วย ผู้สวดก็เกิดกุศลไป

ด้วยการให้ทานโดยทางเสียง เหล่าพรหมเทพที่ชอบฟังเสียงในการสวดมนต์ มี

อยู่จำนวนมากก็จะมาชุมนุมฟังกันอย่างมากมาย เมื่อมีเหล่าพรหมเทพเข้ามาล้อม

รอบตัวของผู้สวดอยู่เช่นนั้น ภัยอันตรายต่างๆ ที่ไหนก็ไม่สามารถกล่ำกรายผู้

สวดมนต์ได้ตลอดจนอาณาเขตและบริเวณบ้านของผู้ที่สวดมนต์ ย่อมมีเกราะแห่ง

พรหมเทพและเทวดา ทั้งหลายคุ้มครองภัยอันตราย ได้อย่างดีเยี่ยม ...


ดูก่อน ... ท่านเจ้าพระยาและอุบาสก อุบาสิกาในที่นี้ การสวดมนต์เป็นการ

ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เมื่อจิตมีที่พึงคือ

คุณพระรัตนตรัย ความสะดุ้งกลัวก็ดี และความขนพองสยองเกล้าก็ดี

ภัยอันตรายใดๆ ก็ดี จะไม่มีแก่ผู้สวดมนต์นั่นแล ...

9月24日

เสน่ห์ผ้าขี้ริ้ว

เสน่ห์ผ้าขี้ริ้ว

ปิยโสภณ
วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก

ผ้าขี้ริ้วมีปรัชญาที่น่าศึกษา คือ เป็นผืนผ้าที่ขี้เหร่แต่มีเสน่ห์ เพราะ

 

๑. ผ้าขี้ริ้วยอมสกปรกเพื่อให้สิ่งอื่นสะอาด

เสน่ห์ของคนอยู่ที่ยอมลำบากเพื่อให้ผู้อื่นเป็นสุข เช่น
พ่อแม่ยอมเหนื่อย เพื่อให้ลูกหลานสุขสบาย
ยอมโน้มตัวจากสูงลงสู่ต่ำได้ ยอมถูกขัดเกลาเพื่อให้สวยงาม เหมือนพุทธปฏิมาที่งามได้เพราะทนได้ต่อการขัดถูแต่งปั้นของช่างศิลป์ ฉะนั้น.

๒. ผ้าขี้ริ้วดูดซับความสกปรกได้แต่ก็สลัดความสกปรกออกจากตัวได้ตลอดเวลา

เสน่ห์ของคนที่รู้ตัวเองว่าสกปรก เมื่อถึงเวลาก็ชำระล้างให้สะอาด เหมือนชำระล้างร่างกายประจำวัน มิใช่อมความสกปรกไว้แล้วแกล้งหลอกตัวเองว่าสะอาดหมดจด คือรู้จักยอมรับว่าตนก็ทำผิดได้ มิใช่ถูกเสมอไป ขอบคุณเมื่อมีคนตักเตือน

๓. ผ้าขี้ริ้วเป็นผ้าที่สะอาดที่สุดในขณะที่คนอื่นมองว่าสกปรกที่สุด

เหมือนคนที่หมั่นฝึกหัดขัดเกลาตนเอง รู้จักถ่อมตนและอ่อนโยน ไม่โอหังอวดดีให้เป็นที่รังเกียจหมั่นไส้ของคนอื่น หากทำเช่นนี้ เขาก็จะเป็นคนมีคุณค่า ไม่ว่าจะมาจากสกุลใด หรือมีการศึกษามากน้อยเพียงใดก็ตาม หัดทำตัวให้เป็นผู้ใฝ่รู้แต่ไม่อวดรู้ เป็นเหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทองคำไว้ภายใน ไม่ใช่เป็นทองคำห่อผ้าขี้ริ้ว

๔. ผ้าขี้ริ้วแม้นใครจะมองว่าเป็นผ้าที่ไร้ราคา แต่ก็มีคุณค่าสูงส่งภายในตัวเสมอ

เหมือนคนที่พยายามทำตนให้มีคุณค่าด้วยการทำงาน มิใช่ด้วยการประจบ ทำตนให้เป็นประโยชน์ ให้มีคุณค่า ให้งามด้วยงาน ไม่งอมือ งอเท้าหรือเอาแต่น้อยเนื้อต่ำใจในโชควาสนาชะตาชีวิต แม้ใครจะดูถูก
ปรามาสอย่างไรก็ตาม เกิดเป็นคนต้องมีกำลังใจมุมานะทำงานหนัก เพราะงานคือเสน่ห์ของชีวิต มิใช่โคตรตระกูล ทรัพย์สมบัติ หรือคำยกยอปอปั้นเพียงบางคน

๕. ผ้าขี้ริ้วไม่เกี่ยงงอนว่าจะถูกใช้เช็ดถูอะไร ตรงไหน เมื่อใด


เหมือนคนที่ยอมอาสาทำงานที่ได้รับมอบหมายโดยไม่ปริปากบ่น แต่อดทนมุมานะบากบั่นทำให้สำเร็จ ให้มีความสุขกับงาน ให้รู้จักอาสาคน อาสางาน หัดเสนอตัวเข้าทำงาน คิดงาน มิใช่ยืนรอคำขอร้องอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นงานใด ๆ ก็ตาม เมื่อเห็นว่าควรทำก็ตั้งใจทำงานโดยไม่เกี่ยวงอน หรือไม่เกี่ยงงาน หรือไม่รอให้ใครออกคำสั่งให้ทำจึงทำ เสน่ห์ของคนอยู่ที่ความสามารถสั่งตนให้ทำงานที่เห็นว่าควรทำได้ ไม่เพิกเฉยนิ่งดูดาย


๖. ผ้าขี้ริ้วยอมให้ถูกใช้งานในที่สกปรกที่สุด

เหมือนคนที่ยอมทำในสิ่งที่คนทั้งหลายรังเกียจ เห็นว่าไร้ค่าเป็นงานชั้นต่ำ แต่ก็ตั้งใจทำงานนั้นให้เป็นของมีค่าขึ้นมาได้ หรือยินดีในการบริการ เหมือนคนที่เอิบอิ่ม เมื่อชีวิตได้บริการรับใช้คนอื่น รับใช้สังคม ดีใจเมื่อคนยินดีมาใช้บริการความรู้ความสามารถของตน และยินดีที่จะเสนอตัวเข้าไปบริการ


แปลว่า ทำตัวให้เหมือนผ้าขี้ริ้วที่ยอมเป็นผู้บริการ ยอมขจัดความสกปรกทุกหนทุกแห่งที่เกิดขึ้น ยอมอยู่เบื้องหลังความสะอาด ยอมให้ผู้อื่นมีเกียรติยิ่งใหญ่ ยอมอยู่เบื้องหลังของความสำเร็จของงานนั่นเอง เมื่อยอมได้ จึงจะได้สิ่งที่ปรารถนา หากเป็นผู้ใหญ่ ก็เป็นผู้โน้มตัวลงมาติดดิน รับรู้สัมผัสดิน ไม่ตัดสินปัญหาตามเขาว่า เขารายงาน แต่ตัดสินบนข้อมูลของตนเอง

๗. ผ้าขี้ริ้วพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ

เหมือนคนต้องพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของคนอื่น ต้องมีความพอใจที่จะทำงาน เป็นนายอิน-นางอิน ผู้ปิดทองหลังพระ มีความสุขและภูมิใจที่ได้มอบความสำเร็จให้คนอื่นมีความภูมิใจที่ได้ยืนยิ้มอยู่ข้างหลังความสำเร็จของคนอื่นซึ่งเกิดจากการทำงานของตน

เหมือนแม่ครัวดีใจขณะมองคนอื่นทานอาหาร มีมากเช่นกันที่ผู้น้อยบางคนทำงานแล้วทำให้ผู้ใหญ่เล็กลง ขณะที่ตัวเองโตขึ้น ผู้น้อยที่ทิ้งผู้ใหญ่ย่อมไม่ต่างอะไรกับสัตว์เลี้ยงกินอาหารใส่โฮร์โมน โตเร็วแต่ไม่แข็งแรง.

๘. ผ้าขี้ริ้วทนทานต่อการขัดถูและซักล้าง ไม่เปราะบาง

เหมือนคนที่ต้องมีความอดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหา แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใดก็อดทนได้ เพื่อสร้างความสำเร็จและความสุขต่อผู้อื่นให้ได้ มีจิตใจหนักแน่นไม่เปราะบางหักง่าย มีกำลังใจและมีแหล่งกำเนิดกำลังใจ เช่นยึดมั่นในหลักศาสนา ในรอยเท้าบรรพบุรุษ รวมทั้งสามารถเป็นแรงบันดาลใจ ให้คนทั้งหลายได้เข้มแข็งขึ้นมา คราอ่อนล้า กำลังใจนั่นเอง คือ สิ่งเดียวที่ทำให้คนเข้มแข็งไม่เปราะบาง.

 

๙. ผ้าขี้ริ้วแม้จะถูกมองว่าเป็นผ้าขี้ริ้ว แต่ก็ไม่ทำตัวให้ขี้เหร่

เหมือนคนที่รู้ตัวเองว่า ตนกำลังถูกปรามาสสบประมาท มีคนดูถูกดูแคลน แทนที่จะเสียใจทำด้วยประชดเขาว่าเราไม่ทำเช่นนั้น แต่จะต้องตั้งใจเอาอุปสรรคมาเป็นกำลังใจให้ตัวเอง เอาชนะอุปสรรคตรงนั้นให้ได้ ไม่พ่ายแพ้ตามคำปรามาสาของคนอื่น รู้ตัวตลอดว่ากำลังทำอะไร
มีกำลังใจในสิ่งนั้น มองหาความสำคัญจากสิ่งที่คนมองไม่เห็นให้ได้ว่าสำคัญอย่างไร เสน่ห์ของชีวิตที่สำคัญคือ สามารถมองเห็นคุณค่าจากสิ่งที่คนทั้งหลายมองว่าไร้ค่าสิ้นดีหมดแล้วให้ได้ หาค่าจากสิ่งที่คนมองว่าไร้ค่าให้พบ.

เสน่ห์ของชีวิตก็ไม่ต่างจากเสน่ห์ผ้าขี้ริ้ว ขึ้นอยู่ว่าเราจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไรเมื่อตัวชีวิตคือเรา พ่อแม่สร้างชีวิตมาแล้ว. เสน่ห์คือแหล่งกำเนิดความสุข และความสุขอันแท้จริงของคนก็คือ การได้แอบยิ้มดูคนอื่นเขามีความสุข ชื่นชมยินดีมีความสุขจากผลงานของเรา เหมือนความสุขของแม่ อยู่ที่การได้เห็นลูกหลานพอใจกับฝีมือปรุงอาหารของแม่ รู้เถิดว่า แม่แอบเป็นสุขลึก ๆ ทุกคำข้าวที่ลูกกลืน.

แม่คือผู้อยู่เบื้องหลังของความสำเร็จ แม่จึงมีความสุขมากกว่าเราหลายเท่า. เมื่อเราสำเร็จสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม่ยอมเป็นผู้ขี้ริ้วเพื่อขัดถูสร้างชีวิตของเราให้สดใสงดงามเสมอ. ชีวิตแม่เป็นผ้าขี้ริ้วสร้างลูกเสมอ เราก็ต้องยอมเป็นผู้ขี้ริ้วสร้างครอบครัว และสังคมของเราให้งดงามต่อไป

คัดลอกจาก: ตายไม่มี
พระศรีญาณโสภณ (สุวิทย์ ปิยวิชฺโช)

 
 
9月22日

ความสุข ... ความเห็นใจ ... ความปรารถนาดี

 

 

... ความสุข ... ความเห็นใจ ... ความปรารถนาดี ...



ผู้คนมักถามหาความสุข
ความสุขอยู่ที่ไหน ... จะได้ตามหา
เผื่อจะมีความสุขกับเขาบ้าง

แต่ก็น่าแปลก ...
เวลาเราแสวงหาความสุข
เรามักจะไม่พบกับความสุข ...

เมื่อเราเอาความสุขมาใส่ไว้กับตัวเรา
ความสุขมักจะอยุ่กับเราไม่นาน
เพราะ ... ความสุขรักอิสระ
ความสุขจะเดินทางไปไหนต่อไหน
ตามแต่ความสุขต้องการ ...

ต่อเมื่อเราหยุดแสวงหาความสุขใส่ตัว
เมื่อเราเริ่มมองหาความทุกข์ของคนอื่น
เมื่อเราเกิดความเห็นใจและปรารถนาดี
.... ลงมือทำอะไรบางอย่าง ..
เพื่อให้เขาทุกข์น้อยลง ... และสุขมากขึ้น
เมื่อนั้นความสุขจะมาหาเรา ...
ใช่ความสุขเป็นเรื่องแปลกอย่างนี้เอง
ขอให้ความสุขมาหาทุกๆ คน

 

 
 
 
 
 

ความทุกข์

 

 

                              .. ความทุกข์ ...



ดูกรภิกษุทั้งหลาย ...

ความทุกข์เป็นความจริงประการหนึ่งของชีวิต

ชีวิตทุกชีวิตจะต้องประสบไม่มากก็น้อย

ความทุกข์ที่กล่าวนี้มีอะไรบ้าง ?

ภิกษุทั้งหลาย ...

ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่ ความเจ็บ ความตายก็เป็นทุกข์

ความแห้งใจหรือความโศก ความพิไรรำพันจนน้ำตานองหน้า

ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ

ความพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งของอันเป็นที่รัก

ความต้องประสบกับบุคคลหรือสิ่งของอันไม่เป็นที่พอใจ

ปรารถนาอะไรมิได้ดังใจหมาย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความทุกข์

ที่บุคคลต้องประสบทั้งสิ้น ...

เมื่อกล่าวโดยสรุป การยึดมั่นในขันธ์ห้าด้วยตัณหาอุปทานนั่นเอง

เป็นทุกข์อันยิ่งใหญ่

ความทุกข์ทั้งมวลย่อมสืบมาจากเหตุ ...

ก็อะไรเล่าเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์นั้น

เรากล่าวว่า ตัณหาเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์

ตัณหา คือ ความทะยานอยากดิ้นรนซึ่งมีลักษณะเป็นสาม

คือ ดิ้นรน อยากได้อารมณ์ที่น่าใคร่น่าปรารถนา

เรียก กามตัณหา อย่างหนึ่ง ...

ดิ้นรนอยากเป็นนั่นเป็นนี่ เรียกว่า ภวตัณหา อย่างหนึ่ง

ดิ้นรนอยากผลักสิ่งที่มีอยุ่แล้ว เป็นแล้ว เรียก วิภวตัณหา อย่างหนึ่ง

นี่แล คือ สาเหตุแห่งความทุกข์ขั้นมูลฐาน

ภิกษุทั้งหลาย การสลัดทิ้งโดยไม่เหลือซึ่งตัณหาประเภทต่างๆ

ดับตัณหาคลายตัณหาโดยสิ้นเชิง นั้นแลเราเรียกว่า นิโรจ

คือ ความดับทุกข์ ได้


ขอให้มีแต่ความสุขนะคะ ...

 
 
 

ธรรมะสอนใจ

 
 
 
 

ธรรมะสอนใจ

อุปสรรคใด ๆ ในโลกนี้
เขานั้นมี เอาไว้ให้เราข้าม
อย่ายอมแพ้ แต่จงพยายาม
อยู่ที่ความคิดรู้ สู้ที่ใจ
อุปสรรคแค่นี้ ก็แค่นี้
อุปสรรคแค่นี้ สักแค่ไหน
อุปสรรคแค่นี้ สักเท่าใด
อุปสรรคแค่ไหน ใจคิดเอง
พระราชภาวนาวิสุทธิ์

เรามาศึกษาหาอรรถหาธรรม ไม่ควรกล้าจนเกินตัว และกลัวจนเกินไป เพราะความผิดพลาดอาจมีได้ด้วยกันทุกคน
ความเห็นโทษความผิดนั่นแลเป็นความดี
พระพุทธเจ้าท่านก็เคยผิดมาก่อนพวกเรา ตรงไหนที่เห็นว่าผิดท่านก็เห็นโทษในจุดนั้น และพยายามแก้ไขไปทุกระยะที่เห็นว่าผิด
เจตนานั้นดีอยู่ แต่ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั้นอาจมีได้ ควรสำรวมระวังต่อไปในทุกกรณี
ความมีสติระวังตัวทุกโอกาสเป็นทางของนักปราชญ์"

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

"เมื่ออยู่ท่ามกลางความตาย
ความตายคล้ายหนามยอก ก็เอาความตายนั่นแหละ เป็นหนามบ่ง
ความตายของกายในโลงจะมีความหมายอะไร ถ้าเราเข้าใจตายเสียก่อนตาย ร่างกายเป็นแต่เปลือกๆ ไม่มีความหมาย เราไม่ปรุงแต่ง เรารู้ว่าเป็นแค่การเปลี่ยนแปลงของเหตุปัจจัย
ความตาย คือ ความโง่หลงในอวิชชาว่า " ตัวกู ของกู "

"ถ้าไม่ทำตามคำสอน อย่ามาอ้อนเรียกว่า อาจารย์"

" คนรู้ธรรมะ มักเอาชนะผู้อื่น
คนปฏิบัติธรรมะ มักเอาชนะตนเอง "

วิวาทกรรม ของ ท่านพุทธทาสภิกขุ

 
9月9日

... บุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน ...

 
 
 

... บุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน ...

จากหนังสือ อมตะธรรม สมเด็จโต ...


วันนี้อาตมา ( สมเด็จโต ) จะเทศน์เรื่อง " บุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน "

คำว่า " บุญ " แปลแบบไทยๆ ว่า ความดี ความสะอาดแห่งจิตใจ

เวลาให้ของแก่พระสงฆ์เรียกว่า " ทำบุญ "

ส่วนการทำบุญในพุทธศาสนามีอยู่ด้วยกันมากมายหลายวิธี

แต่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในธรรมะเรียกว่า บุญกริยาวัตถุ

ซึ่งประกอบด้วย ทาน ศีล ภาวนา

เคยมีคนถามอาตมาว่า " เกิดเป็นคนยากจนไร้ทรัพย์จะทำบุญอย่างไร "

อาตมาก็ตอบเขาไปว่า ... การทำบุญไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์สินเงินทอง ก็

สามารถที่จะร่วมทำบุญได้ แถมประหยัดอีกด้วยนั่นคือ การรักษาศีลและการ

เจริญภาวนา ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้จะได้อานิสงส์ผลบุญมากกว่าการให้ทานเสียอีก

เพียงแต่ญาติโยมมองข้ามกันไป โยมมักจะคิดทำบุญแต่การให้เท่านั้น เพราะว่า

มันง่ายดี แต่การรักษาศีลและภาวนา ต้องเสียสละเวลาในการปฎิบัติ จึงรู้สึกว่า

ทำยากกว่า การทำบุญทุกอย่างโยมต้องเข้าใจด้วยว่า เพียงแต่เราตั้งใจหรือมี

เจตนาที่จะทำบุญเท่านั้น โยมก็ได้กุศลแล้ว แต่บุญที่รับยังเป็นส่วนน้อย

ถ้าอยากได้บุญเต็มที่ต้องทำบุญให้ครบ 3 อย่าง

1. ทาน คือ การให้ ถ้ามีเงินทองมากก็ทำมาก มีเงินน้อยก็ทำตามกำลังของตน

ถ้าไม่มีเงินทองใช้แรงกายก็ให้เป็นทานได้

2. ศีล พวกท่านทั้งหลายสังเกตุหรือไม่ว่าเวลาที่ญาติโยมจะมาทำบุญ ทำไมพระ

ท่านถึงให้พวกญาติโยมรักษาศีลก่อน เพราะท่านต้องการที่จะทำให้ผู้ให้มีจิตใจที่

บริสุทธิ์ เมื่อทำบุญขณะนั้นก็จะได้รับผลเต็มกำลัง จริงอยู่ที่บางคนไม่อาจถือศีล

ได้ตลอดเวลาอาจะเป็นเพราะ หน้าที่การงาน ทำให้ต้องผิดศีล แต่เราก็สามารถ

ถือศีลได้ในขณะที่เรานอนในเวลากลางคืน และถือได้ครบทั้ง 5 ข้อด้วย

เพียงแต่เราอาราธนารับศีลทั้ง 5 ด้วยตนเองที่หน้าพระพุทธรูปที่บ้าน ซึ่งถือว่า

เป็นการทำบุญที่ง่ายมากได้รับผลเต็มกำลัง ในขณะที่ยังมีชีวิตจิตใจเต็มไปด้วย

ความเมตตากรุณา แต่ถ้าเกิดตายไปในขณะนั้นก็ส่งผลให้เราไปสุ่สุขคติทันที

3. ภาวนาหรือการสวดมนต์ คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจกันว่า การ

ภาวนาสวดมนต์มีประโยชน์น้อย และเสียเวลามากแต่ความจริงแล้วการสวดมนต์

ภาวนา มีประโยชน์อย่างมากมาย เพราะการสวดมนต์ภาวนาเป็นการกล่างถึงคุณ

งามความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ การสวดมนต์ภาวนาด้วยความ

ตั้งใจจนจิตเป็นสมาธิ และใช้สติพิจารณาจนเกิดเป็นปัญญา เป็นความรู้ความเข้า

ใจ ประโยชน์สูงสุดของการสวดมนต์ภาวนา ทำให้บรรลุไปสุ่พระนิพพาน ...


" หัวใจของการทำบุญทุกครั้ง " ขอให้ญาติโยมจงแผ่เมตตา และอุทิศส่วน

บุญส่วนกุศลทุกครั้งตามนี้ ...

" ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนี้ไปให้ทุกรูปทุกนามทั่วทั้ง 20 ชั้น

พรหมโลก 6 ชั้นเทวะโลก มนุษย์โลก มารโลก ยมโลก อบายภูมิทั้ง 4

มี นรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน และในหมื่นโลกธาตุกับอีกแสน

จักรวาลพิภพ ทั้งที่เป็นมนุษย์ อมนุษย์ รูปวิญญาณ อรูปวิญญาณ และสรรพ

สัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่เป็นมิตรและศัตรู ตลอดจนเจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้า

ขอให้ทุกรูปทุกนาม จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย อย่า

ได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย ขอให้ทุกรูปทุกนาม จงโมทนาในส่วนกุศลนี้

พึงได้รับประโยชน์ความสุขเช่นเดียวกับข้าพเจ้าจะพึงได้รับ ...

ณ. กาลบัดนี้ด้วยเทอญ "



บุญที่ทำไปจะส่งผลให้ได้รับผลบุญในชาติปัจจุบันทันที ไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้ากันหรอกนะ ขอเจริญพร "

 

หยุดเถิด

หยุดเถิดเราได้มีโอกาสไปบวชที่เสถียรธรรมสถานของแม่ชีศันสนีย์แม่ชีบอกว่ามีหลายสิ่งที่อยากจะสอนมนุษย์ที่เกิดมาทุกคนแต่ไม่มีโอกาสได้สอนได้ทั่วถึง
เราจึงขอเอาคำสอนที่ท่านอยากจะเผยแผ่ให้เพื่อนๆทุกคนได้รับรู้เพื่อเป็นบุญกุศลของแม่ชีมาถึงทุกๆท่านด้วยขอให้อ่านข้อความให้จบและปฎิบัติเพราะนี่คือเป็นสิ่งที่ทุกๆคนทำเป็นกิจวัตรทุกวัน..

ใครที่เกลียดเจ้านายเป็นบ้าเป็นหลัง   โดนเจ้านายกลั่นแกล้ง
หยุดซะเถอะความเกลียด  ความโกรธ
ปล่อยให้เขาเป็นอย่างนั้นไปคนเดียวเพราะ
ถ้ามีเจ้านายเฮงซวยจริง
ก็ถือว่าเจ้านายของคุณมีทุกข์เยอะที่ชีวิตเขาต้องมาเจอลูกน้อง
เกลียดและเขาก็จะไม่มีความสุขในสิ่งที่เขาเป็น****

ใครที่ชอบใช้เงินทองเกินตัวใช้ของไม่จำเป็นมีแต่ของแบรนด์เนม
จงคิดซะเถอะว่าคนเหล่านี้เกิดมามีกิเลศเยอะ ทุกข์เยอะ เพราะ
ของนอกกายพวกนี้เป็นแค่สิ่งที่ปิดบังความอายของตัวเอง   อย่างใคร
ที่ชอบซื้อเสื้อผ้าตัวละเป็นพันๆแล้วมาอวดเพื่อน   พวกนี้ไม่ได้อยากจะซื้อมา
แต่ต้องการปิดบัง
ความอายของตัวเองโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทุกข์เพราะเสียเงินไป
เพียงแค่อยากจะบ่งบอกอิทธิพลของตัวเองว่ามีปัญญาซื้อของแพงๆเท่านั้นเอง
ใครที่ทำอยู่หรือมีเพื่อนที่ทำก็หยุดซะเถอะเพราะมันแค่เป็นสิ่งที่สวยงามภายนอกเท่านั้น***

ใครที่ถูกแย่งสามีแล้วกินไม่ได้นอนไม่หลับ อยากจะตายคิดยังไงเอาเขากลับคืนมา
ยกให้มันไปเลยเพราะผู้หญิงคนนั้นก็ได้ของที่ใช้แล้วจากเราไปคิดจะไปแย่งคืน
ทุกข์เปล่าๆให้กลับมารักตัวเองมากๆเพราะคนที่แย่งของเราไปมันก็จะทุกข์เหมือนเราก็เป็นกรรมของเขา

ใครที่ชอบเห็นแก่ตัว ว่าร้ายคนอื่นไม่เคยเห็นใครดีไปกว่าตัวเองซักคน
พวกนี้บาปเยอะเพราะไม่เคยมองดูในกระจกว่าตัวเองเป็นอย่างไรไม่รู้สถานภาพชีวิตของตัวเอง

คิดแต่ว่าตัวเองดีกว่าทุกคน แปลกไหมส่วนใหญ่คนพวกนี้ไม่มีเพื่อนที่แท้จริง
เขาก็จะได้ความเห็นแก่ตัวกับคนอื่นกลับเช่นกัน

ใครที่ชอบอวดโอ้ รู้มาก โกหกคนอื่นว่าตัวเองดี
คนเหล่านี้แหละทุกข์หนักที่สุด
ทุกข์ว่าต้องมานั่งคิดว่าจะอวดอะไรกับคนรอบตัว
โกหกคนอื่นก็บาป แต่บาปกว่าที่ต้องมานั่งโกหกตัวเอง
คนที่โกหกตัวเองมันบาปกว่าที่โกหกคนอื่นก็เหมือนกับคนที่ทำร้ายตัวเอง
แถมมีทุกข์มากเพราะจำไม่ได้ว่าตัวเองโกหกหรือโอ้อวดอะไรกับใครไว้บ้างต้องมานั่งคิดนั่งทุกข์กับตัวเองว่าไม่น่าไปอวดโอ้ใครไว้เลย


ใครที่ชอบโมโห เถียงพ่อ-แม่
คนพวกนี้นรก มาหาตัวแน่ๆ เพราะ
พ่อ-แม่เป็นสิ่งที่ประเสริฐของชีวิตของทุกคน
ใครที่ชอบเถียงพ่อ-แม่และทำให้ท่านทุกข์ใจหยุดซะเถอะมันเป็นบาป
ทำอะไรก็ไม่คล่องตัวไปซะทุกเรื่อง

ใครที่ชอบโกรธคนง่ายคนพวกนี้เป็นพวกระงับความทุกข์ของตัวเองไม่ได้
เพราะยิ่งโกรธหรือโมโหไปตัวเรานั่นแหละทุกข์ที่สุด
จงระงับความโกรธด้วยความไม่โกรธ
นี่คือคำสอนย่อยๆของแม่ชีซึ่งเป็นคำสอนที่สำคัญมากเพราะในชีวิตประจำวันของมนุษย์ส่วนใหญ่

จะเจอกับเรื่องราวพวกนี้เกินครึ่ง

ใครที่เป็นอย่างที่แม่ชีกล่าวมาเราอยากให้ท่านลอง
แก้ไขเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วกลับมามองตัวเองซะใหม่ว่าทำไมเราต้องเป็นแบบนี้
เพราะตัวเราเองก็เป็นในคำสอนของแม่ชีเหมือนกัน....ลองทำดูนะ 

... อมตะธรรม สมเด็จโต ...

 

.. อมตะธรรม สมเด็จโต ...

วันแม่วันนี้พาคุณแม่ไปทานอาหารที่ภัตตาคารชมทะเล
ง้วนเฮง ชายทะเลบางปู บรรยากาศดีริมทะเล ที่มองไปเห็นคลื่นกระทบฝั่ง มีนกนางนวลสีขาวบินอยู่บนท้องฟ้า อาหารอร่อยทั้งอาหารฝรั่ง ไทย จีนและญี่ป่น เมื่อชำระเงินได้รับหนังสือ " อมตะธรรม สมเด็จโต " รูปเล่มสวย
งามน่าอ่าน เมื่ออ่านแล้วอยากนำมาฝาก ...

คำสอนของสมเด็จโตที่ท่านได้บันทึกไว้ในคัมภีร์พรหมรังสี ด้วยลายมือของท่าน ...

" กรรมเก่าไม่มีใครลบล้างได้
กรรมปัจจุบันจะช่วยเจ้าเอง
จงจำไว้ลูกเอ๋ย ...
กรรมที่ทำด้วยเจตนาไม่ว่าดีหรือชั่ว
ย่อมมีผลต่อผู้กระทำทั้งสิ้น
ไม่มีพรหมเทพองค์ใด
จะช่วยเจ้าลบล้างกรรมนั้นได้
เจ้าจะต้องช่วยเหลือตนเอง
ด้วยการสวดมนต์ ภาวนา แผ่เมตตา
ผลแห่งบุญอันเป็นกรรมปัจจุบันจะช่วยเจ้าเอง "

" มนุษย์รู้จักอาบน้ำชำระร่างกายวันละหลายๆ ครั้ง ทุกวัน ...

เพื่อกำจัดเหงื่อไคลสิ่งสกปรกโสโครกที่ติดเกาะเรื่อนร่างตน ...

แต่มนุษย์ไม่เคยที่จะคิดชำระล้างจิตใจให้สะอาดแม้เพียงหนึ่งนาที ...

ด้วยเหตุนี้จิตใจของมนุษย์จึงมีแต่ ความโลภ โกรธ หลง อันเป็นตัณหาเพิ่มพูนตลอดเวลา ...

ถ้ามนุษย์รู้จักการชำระล้างจิตใจ ด้วยการมีทาน ศีล ภาวนา ทุกๆ วัน ...

ความโลภ โกรธ หลง ก็จะค่อยหมดไปเอง ...

ถ้าละได้ทั้งสุขและทุกข์ เมื่อนั้นเราก็จะไม่สุขไม่ทุกข์

จิตก็จะเป็นอรหันต์ ... "

 

 

มหัศจรรย์ของการสวดมนต์

  

    อาตมา (สมเด็จโต) ได้เห็นอานิสงส์ของการสวดมนต์ด้วยตัวอาตมาเอง ในสมัยที่อาตมาได้  ออกเดินธุดงค์ในป่าเป็นเวลา 15 ปี โดยอาศัยอยู่ในเขตดงพญาไฟ ซึ่งเป็นเขตที่อยู่ใกล้ชายแดนของประเทศเขมร ในสมัยนั้นเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ และภูติผี วิญญาณ ตลอดจนชาวบ้านที่มีเวทมนต์คาถา และเล่นคุณไสยกันอยู่อย่างมากมายในอาณาบริเวณชายแดนแห่งประเทศสยามในตอนนั้น อาตมาได้เดินธุดงค์แต่เพียงลำพัง ในช่วงนั้นอาตมามิได้ศึกษาในพระเวท  มนต์คาถาอาคมใดเลย

นอกจากคำว่า

  พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

 

       ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

 

       สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

 

 

ซึ่งมีความหมายว่า ข้าพเจ้าขอยึดมั่น พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง พระธรรมเป็นที่พึ่ง พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง อาตมาไปที่แห่งหนตำบลใด ก็จะกล่าวเพียงคำนี้ตลอดเวลาของจิตใจอันเป็นที่พึ่งของอาตมา

อาตมาเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านชายแดนแห่งประเทศสยาม ในดงพญาไฟขณะนั้น ในหมู่บ้านมีชาวบ้านอาศัย  อยู่เพียงเล็กน้อยอาตมาจึงได้ปักกลดอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน มีชาวบ้านนำอาหารมาถวายตามกำลังที่เขาจะพอ  ทำได้เมื่อเห็นมีพระภิกษุมาปักกลดในที่แห่งนั้น

อาตมาอาศัยอยู่ที่นั้นเป็นระยะเวลาหลายปี และ ณ  ที่แห่งนั้นอาตมาจึงได้พบคุณวิเศษแห่งการสวดมนต์ มีชาวบ้านผู้หนึ่งได้เข้ามาสนทนากับอาตมาหลังจากได้ถวายอาหารแล้ว ชาวบ้านผู้นั้นอาตมา  ทราบชื่อภายหลังว่าชื่อ นายผลนายผลได้เล่าให้อาตมาฟังว่า เขาเป็นผู้ฝึกเวทย์มนต์คาถาอาคม เล่าเรียนจนมีญาณแก่กล้า และมักจะทดสอบเวทย์มนต์คาถาอาคมแก่พระภิกษุสงฆ์ที่เดินทางมาปักกลด ณ บริเวณนี้เป็นประจำ เขาเล่าให้อาตมาฟังว่าเขาได้ส่งอำนาจคุณไสยเข้ามาทำร้ายอาตมาทุกคืน แต่ ไม่ได้หวังทำร้ายเป็นบาปเป็นกรรมถึงตาย เพียงแต่ต้องการทดสอบดูว่าภิกษุรูปนั้น จะมีวิชาอาคมแก่กล้าสามารถที่จะต่อสู้กับคุณไสยเขาได้หรือไม่ นายผลก็ได้ทำคุณไสยใส่อาตาถึง 7 วัน เต็มๆ ไม่ว่า  จะเป็นการปล่อยควายธนู หรือปล่อยหนังควาย ปล่อยตะขาบ ตลอดจนภูติพรายเข้ามาทำร้ายอาตมา แต่ปรากฏสิ่งที่ปล่อยมาก็ไม่สามารถเข้ามาทำร้ายอาตมาได้ เลยวันนี้จึงได้มากราบเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับอาตมา อาตมาจึงได้บอกว่าตัวอาตมาเองไม่ได้  ศึกษาพระเวทย์มนต์คาถา หรือคุณไสยใด นายผลก็ไม่ยอมเชื่อหาว่าอาตมาโกหก ถ้าหากไม่มีของดีแล้วไซร้ไฉนอำนาจคุณไสยดำที่เขาส่งมา จึงกลับมายังเขาซึ่งเป็นผู้กระทำ 

ไม่สามารถทำร้ายอาตมาได้  อาตมาก็พยายามชี้แจงให้เขารู้ว่า อาตมาไม่มีวิชาเหล่านี้จริง ๆ ทำให้ผลสงสัยยิ่งนักว่าเหตุใดอาตมาจึงไม่ได้รับภัยอันตรายจากอำนาจเวทมนต์คุณไสยดำที่เขาส่งมาทำร้ายได้

 

อาตมาได้บอกกล่าวแก่เขาว่า เมื่ออาตมาจะนอน อาตมาก็จะสวดแต่คำว่า

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ  ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ จนจิตมีความสงบนิ่งแล้ว จึงได้แผ่ส่วนกุศลไปให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย จงอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจ  เลยอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย และอาตมาก็จำวัดนอนเป็นปกติ

 นายผล เมื่อได้ฟังดังนี้น จึงได้บอกแก่อาตมาว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ก็เช่นนั้น ข้าพเจ้าขอร้องให้  ท่านในวันนี้ ก่อนที่ท่านจะจำวัดจงหยดการสวดมนต์สัก 1 คืนได้หรือไม่ ข้าพเจ้าต้องการจะพิสูจน์ว่า การสวดมนต์ของท่านเช่นนี้ จะเป็นเกราะคุ้มครองภัยท่านหรือเป็นเพราะอำนาจเวทมนต์ถาถาในภูติผี ปิศาจของข้าพเจ้าเสื่อมกันแน่ ข้าพเจ้าของรับรองว่า จะไม่ทำอันตรายแก่ท่าอาจารย์อย่างเด็ดขาด เพียงแต่ต้องการที่จะทดสอบให้ความรู้แจ้งเห็นจริงว่าเกิดอะไรขึ้น

อาตมาก็ตกลงรับปากแก่นายผลว่า คืนนี้จะไม่ทำการสวดมนต์ นายผลจึงได้ลากลับไป ครั้น

 ถึงเวลาพลบค่ำอาตมาก็นอนโดยมิได้ทำการสวดมนต์ตามที่ได้ปฎิบัติเป็นปกติ

 เมื่ออาตมานอนหลับไป  อาตมารู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าอาตมาได้ยินเสียง กุกกัก กุกกัก จะขึ้นมา จึงได้จุดเที่ยนและพบตะขาบใหญ่ยาวเท่าขาของอาตมากำลังเลื้อยเข้ามาอยู่ใกล้ตัวของอาตมามาก อาตมารู้สึก  ตกใจถึงหน้าถอดสี และด้วยสัญชาติญาณจึ่งกล่าวคำสวดมนต์

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง  สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

 

       ด้วยจิตยึดมั่นในพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งเป็นเวลานานเท่าใดไม่ทราบได้ เสียงกุกกักและตะขาบที่อยู่ข้างหน้าก็อันตรธานหายไป  จากนั้นอาตมาจึงได้จำวัดนอนเป็นปกติ ในวันรุ่งขึ้น นายผลก็มาหาอาตมาและได้กล่าวว่า

 >>เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าได้ปล่อยตะขาบเข้าไปในกลดที่ท่านพักนักอยู่

 >>อาตมาบอกว่า อาตมาได้ตื่นมาและตกใจ จึงได้

 สวดมนต์ภาวนาตะขาบตัวนั้น ก็อันตรธานหายไป

 นายผลจึงได้ยกมือพนมขึ้น แล้วกล่าวว่า บัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อแล้วว่า

 >>อำนาจเวทมนต์คาถา และ  คุณไสยใดๆ ของข้าพเจ้ามิอาจทำร้ายท่านได้

 >>ก็เพราะอำนาจแก่การ

 สวดมนต์ภาวนาของท่านเป็นเกราะคุ้มครองภัยอัตรายต่างๆ ได้

 ที่อาตมา (สมเด็จโต) ได้เล่าให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ได้ฟังกัน

 >>เพื่อให้เป็นอานิสงส์ของการ  สวดมนต์ว่า

 >>เหล่าพรหมเทพได้มาฟังการสวดมนต์จริงดังที่อาตมาได้เทศน์ไว้

 >>เพราะถ้าไม่ใช่เหล่า  พวกพรหมเทพแล้วไซร้

 >>ก็คงไม่สามารถที่จะขับไล่สิ่งที่เกิดจากอำนาจคุณไสย ที่นายผลส่งมาเล่นงาน

 >>อาตมาได้อย่างแน่นอน

ข้อความจากหนังสือ อมตะธรรม สมเด็จโต